‘ทนายด่าง’ บอกเพื่อนคนเดือนตุลาฯ ‘ถอนเถอะ‘ ถอยให้รุ่นใหม่ เชื่อ ‘เขามาถูกทาง’ ข้อเสนออานนท์ ปี 63 แค่ย้ายสนาม สู้ต่อในห้องพิจารณาคดี
เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ที่ห้อง ร.103 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) สำนักพิมพ์มติชน ร่วมกับ คณะรัฐศาสตร์ จัดงาน ‘50 ปี 6 ตุลา ประวัติศาสตร์ที่ยังไม่จบ‘ เพื่อร่วมรำลึก 50 ปีเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519
บรรยากาศเวลา 12.30 น. มีประชาชน นักศึกษา นักวิชาการ นักเคลื่อนไหว ตลอดจนบุคคลที่ผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เดินทางเข้าร่วมงานอย่างไม่ขาดสาย โดยภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการภาพถ่าย และหนังสือ ‘คนเดือนตุลา…อ่านอะไร?’ จัดแสดงหนังสือพ็อกเกตบุ๊กและสื่อสิ่งพิมพ์ซึ่งเก็บรวบรวมโดย ศูนย์ข้อมูลมติชน (MIC) ตลอดจนหนังสือจาก สำนักพิมพ์มติชนในราคาสุดพิเศษ โดยผู้ร่วมงานต่างจับจองหนังสือเล่มล่าสุดซึ่งเปิดตัวในงานวันนี้ อาทิ ‘ข้างหลังภาพ 14 ตุลาฯ จากระบอบปฏิวัติของเผด็จการสู่การปฏิวัติของประชาชน‘ โดย บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ คำนำเสนอโดย ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ และ ‘ข้างหลังภาพ 6 ตุลาฯ จากภาพถ่ายสู่ความรุนแรงใต้เงาอนุรักษนิยม’ โดย บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ คำนำเสนอโดย เกษม เพ็ญภินันท์ รวมถึง ‘คนเดือนตุลา: อำนาจและรอยแตกร้าวในการเมืองไทยร่วมสมัย‘ เขียนโดย กนกรัตน์ เลิศชูสกุล แปลโดย ภิรมณ เชิญขวัญ, ณรจญา ตัญจพัฒน์กุล, ศิวพล ชมภูพันธุ์ และ ศุภเกียรติ ศุภศักดิ์ศึกษากร เป็นต้น

บรรยากาศเวลา 13.00 น. เริ่มด้วยเสวนา ‘6 ตุลา-ควังจู: ใครกำหนดความทรงจำของชาติ’ โดย รศ.ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ผศ.ดร.อรรถสิทธิ์ สิทธิดำรง สาขาวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ ดำเนินรายการโดย ว่าที่ ร.ต.เสกสรร อานันทศิริเกียรติ นักวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ ศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ
ต่อมาเวลา 14.15 น. เข้าสู่วงเสวนา ’เมื่อผู้หญิงเป็นสหาย บทบาทผู้หญิงในขบวนการปฏิวัติ‘ โดยมี นางสาวธัญญพร มากคง เจ้าของผลงานหนังสือ ‘สหายหญิงปฏิวัติ’ และ ผศ.สุนี ไชยรส อาจารย์ประจำวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคมมหาวิทยาลัยรังสิต และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ดําเนินรายการโดย น.ส.ประภาภูมิ เอี่ยมสม

จากนั้นเวลา 15.30 น. เข้าสู่เวทีสุดท้าย ‘คนเดือนตุลา: จากผู้ถูกปราบ สู่ผู้กำหนดทิศทางสังคม’ โดย รศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, รศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์, นายประกิต กอบกิจวัฒนา นักออกแบบแคมเปญการเมืองและอดีตผู้สมัคร ส.ว., นายกฤษฎางค์ นุตจรัส หรือ ทนายด่าง อดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ Guo Run (ผู้แปล The Rise of the Octobrists in Contemporary Thailand เป็นฉบับภาษาจีน) ดําเนินรายการโดย นายเอกภัทร์ เชิดธรรมธร

พารู้จักที่มาของคำว่า ‘คนเดือนตุลา’ นิยามที่เกิดขึ้นเมื่อราว 30 ปีก่อน เพื่ออธิบายกลุ่มคนที่ร่วมต่อสู้ในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 และเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 จากนักศึกษาผู้รอดชีวิตที่หนีภัยการปราบปรามเข้าป่าจับอาวุธร่วมกับ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) สู่การเดินทางกลับคืนเมืองจนประสบความสำเร็จในชีวิต ทั้งในบทบาทนักการเมือง แพทย์ นักวิชาการ นักธุรกิจ และข้าราชการระดับสูง ซึ่งนับเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนและกำหนดทิศทางสังคมไทยตั้งแต่ทศวรรษ 2530 ถึงปัจจุบัน
ในตอนหนึ่ง นายกฤษฎางค์ หรือ ทนายด่าง กล่าวว่า วันที่ 6 ตุลาฯ ตนทำกิจกรรม และอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เช่นกัน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ภาพที่เห็นคือเรื่องจริง

“หลังเกิดเหตุการณ์ผมหลบหนีได้ หลบทางแม่น้ำเจ้าพระยา ไปขึ้นท่าพระจันทร์ คำถามที่บอกว่า เรื่องพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หลังเหตุการณ์นั้น ผมไม่ได้เข้าป่า กลับมาเข้าเรียนที่ ม.ธรรมศาสตร์ ตามปกติ มีคนชวนเข้าป่า แต่โดยสติปัญญาของผม ไม่ได้เห็นอย่างนั้น หลายคนมีแนวทางของตัวเอง
ถามว่าพรรคคอมมิวนิสต์มีไหม มีมาตั้งแต่ปี 2484 แล้ว มีคนที่นิยมและอยู่ในการจัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ แต่ผมเป็นประจักษ์พยาน แต่บอกเลยว่า ไม่ได้มีอิทธิพลต่อนักศึกษา ในธรรมศาสตรไม่มี ถึงมีก็ไม่มีใครเชื่อ เพราะคนไม่เชื่อถือ ผมไม่ได้เอาความลับของเพื่อนมาขาย” นายกฤษฎางค์ ระบุ
นายกฤษฎางค์ กล่าวต่อว่า คนตุลาฯ เราเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ตนได้รับเลือกตั้งเป็นนายกสโมสรธรรรมศาสตร์ เป็นคนแรกหลังเหตุการณ์ ถ้ามีคอมมิวนิตส์ เขาต้องมาชวนตนเป็นคนแรก
“หรือเขาไม่มาเพราะไม่สนใจ ว่าเราไม่มีความน่าเชื่อถือ ก็ไม่เป็นไร แต่เหตุการณ์ 6 ตุลา ฯ ไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์ ในเมือง กับกองทัพ หรือรัฐ มันเป็นการปราบปราบจากเผด็จการฝ่ายขวา ที่หวังดึงอำนาจกลับไป”

นายกฤษฎางค์กล่าวว่า เราชนะในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 แต่เราทำไม่เสร็จเด็ดขาด ซึ่งมันเป็นเรื่องธรรมดา
“ผมอยู่ที่นี่ มาบ่อย มาทุกปี ทุกวันนี้มีชีวิตปกติแต่ก็ยังไม่เห็นมีคอมมิวนิสต์สักรายมาติดต่อ ขึ้นอยู่กับ ‘อคติในการมอง’ แต่เมื่อเราเข้าใจข้อเท็จจริง จะแก้ไขปัญหาได้
อานนท์ นำภา ก็อาจไม่ต้องติดคุก นักศึกษาไม่ต้องงลี้ภัย บุ้ง (เนติพร เสน่ห์สังคม) ไม่ต้องตาย แต่ละคนอาจคิดไม่เหมือนกัน มีซ้าย-มีขวา ต้องไม่ทรยศผลประโยชน์ประเทศชาติ นี่คือหลักสำคัญ” นายกฤษฎางค์เน้นย้ำ

เมื่อถามถึงโอกาสในการกลับมาเคลื่อนไหวของคนเดือนตุลาฯ ที่ยังมีชีวิต?
นายกฤษฎางค์กล่าวด้วยว่า ตนว่าไม่เหมาะสมกับสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงของโลกขนาดนั้น
“อย่าไปสอนเด็กแบบนั้น ที่เราเริ่มต้นว่า ‘สมัยผม… ‘ ซึ่งความจริงไม่ใช่ เรามีข้อขัดแย้งกันเยอะ ทำไม ไผ่ (จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา), ครูใหญ่ (อรรถพล บัวพัฒน์), บุ้ง (เนติธร เสน่ห์สังคม) ถึงพูดแรง ผมเคยพูดกับอดีตรัฐมนตรีด้วยว่า แล้วสมัยคุณ เข้าป่าไปจับปืนยิงคน” นายกฤษฎางค์กล่าว และว่า คนเดือนตุลาฯ ยุคก่อน ไม่เหมาะสมทั้งอายุขัยและวิธีคิดที่เปลี่ยนไป บางคนยังเล่นโซเชียลไม่เป็น สมัครไทยช่วยไทยไม่ได้

แต่ถ้าหากพวกป้าๆ จะเอาข้าว เอาน้ำก็ส่ง ไปสนับสนุนตอนขึ้นศาล ร้องเพลง อย่างนี้อาจเหมาะสม
“ผมเองทำงานเป็นทนายความ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ถ้าไม่มีเยาวชนคนรุ่นใหม่มาทำต่อ ผมคงทำไม่ได้ขนาดนี้ ถ้าเพื่อนผมฟังอยู่ ‘ถอนเถอะ เราไม่ได้มีที่ยืนขนาดนั้นแล้ว’
ผมกับพรรคพวกให้สัตยาบันว่า เราต้องให้รุ่นน้องเข้ามาทำ” ทนายด่าง กล่าว
เมื่อถามว่า คนในม็อบปี 2563 จะมีโอกาสกลับมา ใช้ชีวิตแบบเดิมได้หรือไม่ ?
นายกฤษฎางค์กล่าวว่า ข้อเสนอของคนรุ่นใหม่ ตนบอกเลยว่า เขาไม่ได้แพ้ เขาเดินหน้าสามก้าว ถอยหลัง สองก้าว แต่เขาไม่ได้วิ่งบนกำแพง
ทุกวันนี้เด็กไม่ได้คิดเรื่องบ้านใหญ่ หรือเลือกตั้ง ไม่ได้ยึดถือว่าต้องไปเอา ส.ส.จังหวัดนั้นจังหวัดนี้มารวมกัน เพื่อตั้งรัฐบาล
“เขาคิดแค่ว่า ถ้ามีประชาธิปไตยเมื่อไหร่ สังคมเปลี่ยน” ทนายด่างกล่าว



