หน้าแรก การเมือง ไทยพร้อมเวที ...

ไทยพร้อมเวที เวิลด์แบงก์ อนุทินสั่งเข้มต้อนรับ 191 ปท. บีโอไอเคาะวีซ่าวีไอพีต่างชาติ 1.2 หมื่นราย

6.10.26 | 06:10 น.

ไทยพร้อมเวที ‘เวิลด์แบงก์’ อนุทินสั่งเข้มต้อนรับ191ปท. เอกนิติปลื้มไทยฐานผลิตไฮเทคโลก บีโอไอเคาะวีซ่าวีไอพีต่างชาติ 1.2 หมื่นราย

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการระดับชาติเพื่อเตรียมการจัดประชุมประจำปี สภาผู้ ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 2569 ครั้งที่ 3/2569 มีหน่วยงานและผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมพร้อมเพรียง


นายอนุทิน กล่าวว่า เหลือเวลาหนึ่งสัปดาห์ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเวิลด์แบงก์ เรามีความพร้อมและตั้งใจจะทำสิ่งเหล่านี้ให้ดีที่สุด ตนพูดในหลายเวทีที่มีคำถามว่าเป็นเจ้าภาพแล้วได้อะไร จึงตอบว่าประเทศไทยจะได้ประโยชน์เยอะมากและมากยิ่งขึ้น ถ้าเราสามารถดำเนินการให้การประชุมครั้งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยประสบผลสำเร็จในทุกด้าน การตอบรับเข้าประชุมของ 191 ประเทศ มีทั้งประมุขประเทศ หัวหน้ารัฐบาล รัฐมนตรีและผู้บริหารระดับสูงขององค์กรต่างๆ กว่า 10,000 คน บุคคลเหล่านี้พร้อมจะเข้ามาดูว่าประเทศไทยมีความพร้อมในทุกด้านอย่างไร หลายประเทศตัดสินใจนำเงินมาลงทุนในประเทศไทยและพร้อมให้ความร่วมมือช่วยเหลือประเทศไทย เราจึงต้องเตรียมความพร้อมทุกด้านให้เรียบร้อย ทั้งสารัตถะพิธีการ ระบบรักษาความปลอดภัย การอำนวยความสะดวก การสาธารณสุข การประชาสัมพันธ์ และการบริหารจัดการภาพรวม เพื่อทำให้บทบาทการเป็นเจ้าภาพของไทยในการประชุมใหญ่ครั้งนี้ออกมาด้วยความสมบูรณ์เรียบร้อยเกิดประโยชน์สูงสุด

นายอนุทิน กล่าวว่า ขอให้ติดตามหารือประเด็นสำคัญจำเป็นเร่งด่วนต่อการอำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าร่วมการประชุม ทั้งเรื่องวีซ่า การตรวจคนเข้าเมือง การให้บริการของสายการบิน โดยฝาก บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (ทอท.)ให้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ อย่าให้เกิดเหตุแบบสัปดาห์ที่แล้ว ติดขัดด้านการขนส่งกระเป๋า การเช็คอิน และยกเลิกเที่ยวบิน เนื่องจากผู้เข้าประชุม นับ 10,000 คน จะเข้ามาหลายคนใช้บริการสายการบินในประเทศไทย ให้ดูเรื่องช่องทางพิเศษในการบริการเพื่อให้เห็นว่าเราให้ความสำคัญกับผู้เข้ามาประชุมทุกคน เพราะการประชุมในครั้งนี้จะสืบเนื่องไปถึงมูลค่าเพิ่มและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การเพิ่มจำนวนนักลงทุนในประเทศ และสร้างความมั่นใจของประเทศไทยไปสู่สายตาชาวโลก
“คนที่เข้ามามีทั้งทุนและพลังสนับสนุนทางการเงิน ขอให้การเป็นเจ้าภาพของไทยครั้งนี้เกิดประโยชน์กับประเทศไทยมากที่สุด และสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยขอให้ทุกภาคส่วน ให้ความร่วมมือเพื่อทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยความเรียบร้อย” นายกฯ กล่าว

ที่ สยาม อีเวนท์ เฮ้าส์ ซอย ประชาชื่น 46 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษ “ลงสนามจริง ไม่พึ่งโชค ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทย ในวันที่โลกไร้กติกาเดิม”ในงานเสวนา 30 ปี ไทยโพสต์ เหลียวหลัง แลหน้า วาดอนาคต ประเทศไทยว่า มาตรการกีดกันทางการค้าในปัจจุบันไม่ได้ใช้เพียงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน แต่เปลี่ยนมาขึ้นกำแพงภาษี (Tariff) อีกทั้งกระแสการย้ายฐานทุนของนักลงทุนต่างชาติไม่ได้มองหาเพียงประเทศมีต้นทุนต่ำสุดอีกต่อไป แต่มองหาพื้นที่ปลอดภัยที่สุด มีความเป็นกลาง ค้าขายได้กับทุกฝ่าย ประเทศไทยมีจุดเด่นดังกล่าวอย่างชัดเจน ส่งผลให้ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบอร์ดบีโอไอ (BOI) ปีที่ผ่าน 2568 พุ่งสูงถึง 1.47 ล้านล้านบาท เติบโตเกือบ 40% โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่อย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เช่น แผงวงจรพิมพ์ (PCB) และอุปกรณ์รับส่งข้อมูลด้วยแสงความเร็วสูง (Optical Transceiver) ไทยกลายเป็นฐานผลิตอันดับ 1–2 ของโลก ควบคู่ไปกับกระแสยานยนต์แห่งอนาคต (Future Mobility / EV) กำลังเข้ามาทดแทนยานยนต์สันดาปเดิม

Advertisement

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินมาตรการวีซ่าประเภทพิเศษสำหรับผู้พำนักระยะยาว หรือ Long-Term Resident Visa (LTR Visa) ว่า นับตั้งแต่ประเทศไทยเปิดตัวมาตรการวีซ่าประเภทพิเศษสำหรับผู้พำนักระยะยาว หรือ Long-Term Resident Visa (LTR Visa) มอบให้บีโอไอเป็นผู้รับผิดชอบ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2565 เป็นต้นมา เพื่อดึงดูดชาวต่างชาติศักยภาพสูงให้เข้ามาพำนักและดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศไทย ช่วง 4 ปีที่ผ่านมา มีผู้ได้รับอนุมัติวีซ่า LTR ทั้งสิ้น 12,010 คน ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจประมาณ 43,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นมูลค่าเฉลี่ยกว่า 3.6 ล้านบาทต่อคน คำนวณจากค่าธรรมเนียมวีซ่า ค่าใช้จ่ายในประเทศไทยของผู้ถือวีซ่า การลงทุนโดยตรง และรายได้ภาษีจากผู้มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษ ครอบคลุมทั้งกลุ่มบุคลากรทักษะสูงตลาดแรงงานทั่วโลกแข่งขันกันดึงตัว กลุ่มนักลงทุน และกลุ่มกำลังซื้อสูง ประกอบด้วย 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษ (Highly-Skilled Professionals) 1,779 คน กลุ่มผู้เชี่ยวชาญทำงานจากประเทศไทยให้กับนายจ้างในต่างประเทศ (Work-from-Thailand Professionals) 1,043 คน กลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง (Wealthy Global Citizens) 737 คน กลุ่มผู้เกษียณอายุฐานะดี (Wealthy Pensioners) 4,561 คน และกลุ่มครอบครัวของ 4 กลุ่มแรก (Dependents) 3,891 คน