หน้าแรก การเมือง ส.ว.สำรอง ส่อ...

ส.ว.สำรอง ส่อฟ้องเท็จ ปมร้องเอาผิด ณรงค์-อนันต์ เปิดแนววินิจฉัย ปธ.ศาลอุทธรณ์ ฟ้องกกต.ต้องยื่นศาลฎีกา

6.10.26 | 16:38 น.

‘ส.ว.สำรอง’ ส่อฟ้องเท็จ ปมร้องเอาผิด ‘ณรงค์-อนันต์’ เปิดแนววินิจฉัย ‘ประธานศาลอุทธรณ์’ หากจะฟ้อง กกต. ต้องยื่นศาลฎีกาฯเท่านั้น

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 5 ต.ค.2569 ศาลจังหวัดนนทบุรี นัดไต่สวนมูลฟ้อง คดีหมายเลขดำที่ อ 1018/2569 กรณี นายพงศกรณ์ ตั้งกิตติ์ตระกูล อดีตผู้สมัคร ส.ว.และส.ว.สำรอง กลุ่มสอง ลำดับที่ 4 (กลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม) โจทก์ โดย นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นจำเลยที่ 1 ประธาน กกต.จำเลยที่ 2 และ กกต.จำเลยที่ 3-8


กรณีกล่าวหาว่าหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติหน้าที่ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำการอื่นใดอันเป็นการขัดขวางมิให้การเป็นไปตามกฎหมาย และห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย กระทำการใด ๆ เพื่อเป็นคุณหรือโทษแก่ผู้สมัคร กรณีโจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านการเลือก สว.ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม เพราะมีผู้สมัครฮั้ว หรือโกง สว. ขอให้ลงโทษจำเลยทั้ง 8 ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. มาตรา 32 มาตรา 58 มาตรา 69 และมาตรา 88 และให้จำเลยทั้ง 8 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ อัตราวันละ 5,000 บาท/คน จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาอันถึงที่สุด

ทั้งนี้ โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4-5 คือนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ และนายชาย นครชัย กกต.เสียงข้างน้อย โดยศาลอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 4-5 และจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ แต่จำเลยที่ 1, 6 และ 8 ยื่นคำร้องลงวันที่ 2 ต.ค. 2569 ขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล และจำเลยที่ 7 ยื่นคำร้องลงวันที่ 23 ก.ย. และ 2 ต.ค. ขอให้ศาลไม่รับฟ้อง และจำหน่ายคดี

สำหรับคดีนี้ จำเลยมีข้อโต้แย้งว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 10 (1) (3) หรืออยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง โดยศาลคดีอาญาทุจริตฯ ได้ส่งสำนวนคดีเพื่อให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลคดีอาญาทุจริตฯ มาตรา 11 โดยมีกำหนดนัดฟังคำวินิจฉัย ในวันที่ 4 พ.ย. 2569 เวลา 09.30 น.

Advertisement

โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านจำเลยที่ 7 โดยเห็นว่ามูลคดีเกิดในเขตอำนาจของศาลจังหวัดนนทบุรี ศาลนี้จึงมีอำนาจพิจารณา สอบโจทก์แล้ว แถลงว่า นอกจากคดีนี้ที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้ง 8 กับบุคคลอื่นอีก 4 คน รวม 12 คน เป็นคดีต่อศาลคดีอาญาทุจริตฯ โดยมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยคดีดังกล่าวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 32, 58 ,69 และ 88 จริง

กรณีนี้จึงมีปัญหาว่าคดีของโจทก์อยู่ในอำนาจของศาลคดีอาญาทุจริตฯ หรือไม่ ให้รอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราว และให้ส่งสำนวนคดีนี้ไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลคดีอาญาทุจริตฯ มาตรา 11 เมื่อกรณีนี้ต้องรอฟังคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์เสียก่อน ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาพอควร เห็นควรให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความเป็นการชั่วคราวและให้นัดฟังคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ ในวันที่ 15 ก.พ. 2570 เวลา 09.00 น.เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีที่ต้องรายงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค 1 และประธานศาลฎีกา จึงให้รายงานคดีอธิบดีผู้พิพากษาภาค 1 และประธานศาลฎีกาทราบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่ากรณีนี้ ตามหลักกฎหมายนั้น โจทก์ต้องยื่นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 10 (1) (3) หรืออยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง การที่โจทก์ฟ้องที่ศาลจังหวัดนนทบุรีและะอ้างว่าเหตุเกิดที่ อ.ปากเกร็ดจ.นนทบุรี (อิมเเพค เมืองทองธานี) สถานที่เลือกส.ว.ระดับประเทศจึงกระทำได้นั้น โดยกรณีนี้อาจขัดคำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์ที่ วท 12/2569 ที่ระบุว่าคดีที่ผู้เสียหายฟ้องประธานและกรรมการ กกต. รวมถึงเลขาธิการ กกต. (กรณีการพิมพ์ QR Code และ Barcode บนบัตรเลือกตั้ง) ไม่อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยคดีลักษณะนี้ให้เป็นอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โดยหลักกฎหมายนั้นจะยึดหลัก คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับใหม่จะล้างคำพิพากษาฉบับเดิมและให้ยึดคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับใหม่เป็นหลัก (แนวฎีกา) รวมทั้งแนวคำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ด้วยคือยึดแนวคำวินิจฉัยใหม่เป็นหลักในกระบวนพิจารณาคดีจนกว่าจะมีคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับใหม่/แนวคำวินิจฉัยใหม่ประกาศใช้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การที่นายพงศกรณ์ฟ้องเลขาธิการ กกต.และคณะกรรมการกกต.รวม 8 ราย ต่อมาถอนฟ้องนายสิทธิโชติ และนายชายนั้น ทราบว่าการฟ้องจำเลยที่ 7 คือ นายณรงค์ รักร้อย จำเลยที่ 8 คือ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ในคดีนี้นั้น นายพงศกรณ์อาจเข้าข่าย “ฟ้องเท็จ” เพราะข้อเท็จจริงคือ การเลือกสว.ระดับประเทศเกิดขึ้นวันที่ 26 มิ.ย. 2567

ดังนั้นการที่ นายพงศกรณ์ อ้างว่าจำเลยที่ 7 และ 8 กระทำผิดในท้องที่เขตศาลจังหวัดนนทบุรีนั้น หากไล่เรียงห้วงเวลาแล้วพบว่า ช่วงเกิดเหตุที่เมืองทองธานี (เลือกส.ว.ระดับประเทศ) จำเลยที่ 7 และ 8 ยังไม่ดำรงตำแหน่งกรรมการกกต.เลย เพราะมีพระบรมราชโองการทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการการเลือกตั้ง ดังนี้ 1.นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ เป็นประธานกกต. 2.นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ เป็น กกต. 3.นายณรงค์ รักร้อย เป็นกกต. ประกาศ ณ วันที่ 7 ธันวาคม 2568

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีที่นายพงศกรณ์ฟ้องร้องในครั้งนี้ คล้ายกรณีที่นายวีระ สมความคิด ยื่นฟ้องบุคลากรและกรรมการ ป.ป.ช. รวม 12 คน ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีนาฬิกาหรูของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกฯ โดยวันที่ 27 พ.ค.2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 พิพากษาลงโทษจำคุก 3 ปี อดีตกรรมการ ป.ป.ช. 2 ราย คือ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ และน.ส.สุภา ปียะจิตติ ส่วน นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข และ นางสุวนา สุวรรณจูฑะ กรรมการ ป.ป.ช.รวมทั้งบุคคลอื่นๆ รวม 10 คน ศาลมีคำสั่ง ยกฟ้อง ซึ่งช่วงนั้นนายวีระถอนฟ้องกรรมการ ป.ป.ช.บางราย ส่วนนายสุชาติและนางสุวณาคือป.ป.ช.เสียงข้างน้อย ที่ลงมติเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2566 โดยเห็นควรให้เปิดเผยข้อมูลเอกสารคดีนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร ทั้งหมด แต่ในการไต่สวนมูลฟ้องนายสุชาติมอบทนายความให้แจ้งนายวีระว่า นายสุชาติกับนางสุวณาลงมติไว้เช่นนั้น แต่นายวีระไม่ถอนฟ้องนายสุชาติกับนางสุวณา

ทั้งนี้ ความผิดฐานฟ้องเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 (ผู้ใดเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา หรือกระทำความผิดอาญาแรงกว่าที่เป็นความจริง)นั้น อัตราโทษ จำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท