“พิพัฒน์” หัวโต๊ะ ถกแก้น้ำท่วมใต้ ลั่น ทำเต็มที่ รับไม่มีใครชนะธรรมชาติได้ ชี้ มีบทเรียนปี 68 สั่ง ฝนตก 2 วันติด อพยพทันที ไม่ฟันธงป้องได้ 100% ยก กรุงเทพฯเมืองหลวง ยังรับไม่ทัน ตั้ง“บ้านพี่เลี้ยง” ช่วยดูแลก่อนจนท.เข้าถึง
เมื่อเวลา 15.50 น. วันที่ 6 ตุลาคม ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย และภัยแล้งในพื้นที่ภาคใต้ ครั้งที่ 2/2569 โดยมีนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย นายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม
นายพิพัฒน์ กล่าวก่อนประชุมถึงการเตรียมความพร้อมอพยพประชาชน เนื่องจากน้ำท่วมอ.หาดใหญ่ จ.สงขลา คราวที่แล้ว เกิดปัญหาอพยพไม่ทันการ ว่า ตนได้รับมอบหมายให้ดูแล 14 จ.ภาคใต้ ทั้ง 3 ภัยธรรมชาติ จากแผ่นดินไหว น้ำท่วม และวาตภัย จึงต้องเตรียมความพร้อม เนื่องจากมรสุมจะลงไปทางภาคใต้ ช่วงกลางเดือนต.ค.นี้ ตามฤดูกาล การประชุมวันนี้ จะแยกออกเป็น 2 รอบ คือ ประชุมร่วมกับพื้นที่กับ 8 จังหวัด คือพื้นที่ภาค 8 ในส่วนของภาคใต้ตอนบน และพื้นที่ภาค 9 ตั้งแต่จังหวัดสงขลา ลงไปถึงจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยจะลงในรายละเอียดต่อจากที่นายกรัฐมนตรี สั่งการ และจากประสบการณ์น้ำท่วมปีที่แล้ว จ.สงขลา ประสบปัญหาหนักที่สุด จะเป็นบทเรียนให้เราเตรียมพร้อมในการประสานงาน โดยจะสั่งการไปถึง14 จังหวัด กำชับให้มีการติดตามการพยากรณ์อากาศและปริมาณฝน ว่าจะตกที่จังหวัดไหน มีปริมาณเท่าไหร่ โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เก็บสถิติปริมาณฝนทุกวัน นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เพื่อจะได้ทราบว่าในแต่ละอำเภอแต่ละจังหวัด มีปริมาณน้ำมากเท่าไหร่ แล้วนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์กับปภ. ว่าจะต้องเตรียมการอย่างไร ทั้งการเตรียมเรือท้องแบน เครื่องสูบน้ำสูบ ทั้งนี้หากฝนตกติดต่อกัน 1-2 วัน ต้องเตรียมพร้อมอพยพ โดยเฉพาะให้นำผู้ป่วยติดเตียง กลุ่มเปราะบาง เตรียมศูนย์พักพิง ต้องเตรียมให้พร้อม แต่ละท้องถิ่นต้องประสานเตรียมสถานที่ไว้สำหรับการอพยพ และความพร้อมทั้งอาหาร ยารักษาโรค และอุปกรณ์ยังชีพ
“เรื่องภัยธรรมชาติ ผมไม่เชื่อว่าใครจะสู้กับภัยธรรมชาติได้ แต่เมื่อเกิดขึ้นและมีการพยากรณ์ล่วงหน้า จะต้องมีการเตรียมพร้อมไว้ให้ได้มากที่สุด ทุกหน่วยงานและผู้บริหารท้องถิ่นทุกแห่ง ต้องประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อเตรียมรับภัยฉุกเฉิน” นายพิพัฒน์กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่กำชับเรื่องเตรียมความพร้อม จะทำให้ประชาชนเกิดความสบายใจและมั่นใจได้หรือไม่ ว่าการจัดการจะไม่ซ้ำรอยหรือหนักหนาเหมือนปี 2568 นายพิพัฒน์ กล่าวว่า คำว่าหนักหนา ต้องบอกว่าภัยธรรมชาติไม่สามารถคาดการณ์ได้ เช่น ในกทม.ฝนตก 2 วันปริมาณ 300 มิลลิเมตร น้ำท่วมแล้ว ซึ่งทุกคนคาดหวังว่ากรุงเทพฯเป็นเมืองหลวง ควรจะมีความพร้อมกว่าต่างจังหวัด แต่ก็ยังรับไม่ทัน เพราะมีพื้นที่กว้าง หากเปรียบกับพื้นที่หาดใหญ่ที่เป็น 1 อำเภอ ต้องมี 50 อำเภอ ถึงจะเท่ากับกรุงเทพฯ ขอย้ำว่าเราเตรียมความพร้อมดีกว่า เพราะไม่กล้าพูดว่า จะป้องกันได้ 100% ไม่กล้าพูดว่าเราสามารถรับได้เต็ม 100% แต่ต้องพยายามป้องกันให้มากที่สุดเท่าที่ที่จะทำได้
ขณะเดียวกันยังมีแนวคิดตั้งบ้านพี่เลี้ยง ในแต่ละท้องถิ่น โดยบ้านที่สมบูรณ์และแข็งแรง จะเป็นพี่เลี้ยงให้บ้านโดยรอบ 5-10 หลัง มีเครื่องอุปโภค บริโภค เพื่อสามารถแจกจ่ายกันได้ เพราะบางทีหน่วยงานของรัฐอาจจะยังเข้าไม่ถึงทุกหลัง จะได้สามารถดูแลกันได้ในช่วงเวลาหนึ่ง


