“กมธ.กฎหมาย” ป่วน “ศุภชัย” นำทีมกรรมาธิการซีกน้ำเงิน ขวางสอบ “ไอเดียร์-สามี” ซัด “โรม” ใช้อำนาจประธานพิเศษ ตามอำเภอใจ บอกผิดข้อบังคับยังไม่ขอมติที่ประชุม ด้าน “รังสิมันต์” ลั่นข้อท้วงติงเป็นสิ่งสำคัญ แต่ขอเอาไว้วาระอื่น
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 7 ตุลาคม ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ประธาน กมธ. เป็นประธานการประชุม
โดยนายรังสิมันต์ได้แจ้งวาระการประชุม เรื่องการศึกษานโยบายทางกฎหมายเชิงรุกและติดตามการดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกรณีการเสนอสินบนเกี่ยวกับการปราบปรามเว็บไซต์การพนันออนไลน์ มาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการติดตามควบคุมการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งได้เชิญนายกรัฐมนตรีมาชี้แจง โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) มาชี้แจงแทน นอกจากนี้ยังเชิญนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตลาดหลักทรัพย์ รวมถึง น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ ส.ส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย และสามี เข้ามาชี้แจง โดย กมธ.ยังไม่ได้รับแจ้งว่า น.ส.สุชาดาและสามีจะเข้ามาชี้แจงหรือไม่

ทั้งนี้ก่อนเข้าวาระการประชุม นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะ กมธ. ได้ยกมือประท้วง และกล่าวว่า ตนได้ส่งหนังสือถึง กมธ.ทุกคน กรณีแสดงความเห็นด้วยและทักท้วงการดำเนินงานของประธาน กมธ. ซึ่งมีบางเรื่องที่ตนคิดว่า สิ่งที่คณะ กมธ.พิจารณาไม่เป็นไปตามข้อบังคับ และระเบียบวาระ โดยไม่มีการขอมติจากที่ประชุม เพราะในคณะ กมธ.ประกอบด้วย หลายพรรคการเมือง แต่ประเด็นคือการดำเนินการ ประธาน กมธ.จะมีอำนาจหน้าที่พิเศษมากกว่าทุกคนในบางประเด็น บางเรื่องทำโดยพลการ เป็นเรื่องที่ประธานไม่พึงกระทำ ประเทศนี้เป็นประเทศที่ปกครองตามอำเภอใจของคนเป็นประธาน แต่มันต้องมีมติเห็นพ้องต้องกัน เช่นกรณีเรื่อง เงินสินบน 40 ล้านบาท ยังไม่มีการขอมติว่าจะรับเรื่องหรือไม่ แต่ท่านก็ดำเนินการ ตนอยากให้เรื่องกลับมาอยู่ในจุดที่เหมาะสม ให้ประธานทำหน้าที่ด้วยความสง่างาม รวมถึงกรณีของ น.ส.สุชาดา ด้วย
จังหวะนี้ทำให้นายรังสิมันต์ขอให้นายศุภชัยพูดสรุปอยู่ในประเด็น แต่นายศุภชัยยังคงพูดสวนต่อว่า อีกกรณีคือการแถลงข่าวหรือการแสดงความคิดเห็น ทำให้เข้าใจว่าเป็นเรื่องของ กมธ. ทั้งที่ความจริงอาจเป็นเรื่องของนายรังสิมันต์ บางครั้งทำให้ถูกมองว่าเป็นมติของ กมธ. จนมีผลกระทบ ถึงการถูกร้องจริยธรรม กมธ.ได้ ทั้งที่จริงควรร้องแค่นายรังสิมันต์คนเดียว
นายรังสิมันต์จึงขอให้นายศุภชัยพูดสรุป เพื่อที่จะได้เข้าสู่วาระการประชุม แต่นายศุภชัยยังคงพูดสวนและกล่าวว่า “นี่คือท่าน ไม่เปิดโอกาสให้ผมพูด เรื่องที่เกี่ยวกับผลกระทบของท่าน ไม่ยอมให้พูด” ทำให้นายรังสิมันต์ปิดไมค์ของนายศุภชัย พร้อมกล่าวว่า ได้ให้เวลานายศุภชัยพูดหลายนาทีแล้ว ก่อนจะอนุญาตให้นายศุภชัยพูดต่อ

จากนั้น นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะ กมธ. ได้สนับสนุนข้อท้วงติงของนายศุภชัย เช่นเดียวกับ กมธ.สัดส่วนพรรคภูมิใจไทยคนอื่นๆ ที่สนับสนุนคำโต้แย้งของนายศุภชัย
ทั้งนี้ นายรังสิมันต์ได้พยายามจะเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม แต่นายศุภชัยยังทักท้วงว่าประธานไม่สามารถดำเนินการตามระเบียบวาระได้ เพราะการประชุมไม่ชอบด้วยข้อบังคับ และได้ขอมติจากที่ประชุม แต่นายรังสิมันต์ก็ยังพยายามจะนำที่ประชุมเข้าสู่วาระ จึงเกิดการโต้เถียงกันต่อ ทำให้นายรังสิมันต์กล่าวว่า ขอให้ที่ประชุมอยู่ในความสงบ แต่ศุภชัยกล่าวว่า ใช้สันติวิธีอยู่แล้ว
นายรังสิมันต์จึงพยายามอธิบายว่า ในกรณีที่นายศุภชัยส่งหนังสือไม่เห็นด้วย จะมีการพูดคุย ขอมติกันอย่างไร จะพูดกันในวาระอื่น
นายศุภชัยจึงกล่าวขึ้นว่า สิ่งที่ตนต้องการคืออยากให้มีบรรทัดฐาน เพราะตนไม่เห็นด้วยกับการพิจารณาวาระในวันนี้ เพราะยังไม่มีการขอมติจากที่ประชุมว่าจะรับหรือไม่รับเรื่องนี้ไว้พิจารณา แต่ถ้าท่านประธานที่เคารพจะดำเนินการต่อ ตนก็ไม่ว่าเพราะเป็นสิทธิของท่านประธานที่เคารพเห็นสมควร
นายรังสิมันต์จึงได้วินิจฉัยว่า ถือว่าข้อทักท้วงของกรรมาธิการทุกคนเป็นข้อทักท้วงที่มีความสำคัญต่อการพิจารณา และจะมีการหารือในวาระอื่น จากนั้นได้เข้าสู่วาระการประชุมทันที ซึ่งการถกเถียงกันใช้เวลาเกือบ 30 นาที


