หน้าแรก การเมือง ตัวแทนไทยพีบี...

ตัวแทนไทยพีบีเอส บุกสภาฯ ร้อง กมธ. สกัดทุนครอบงำ ปมภูมิใจไทยแก้กฎหมายลดภาษีเหล้า-บุหรี่

7.10.26 | 15:06 น.

‘พนักงานไทยพีบีเอส’ ร้อง ’กมธ.พัฒนาการเมืองฯ สส.-สว.‘ ขอปกป้องสื่อสาธารณะ ปราศจากการครอบงำ หลัง ’ภูมิใจไทย‘ เสนอแก้ไขกฎหมายคุมสื่อ อ้างระเบียบวินัยการเงินการคลัง ด้าน ’ตัวแทนไทยพีฯ’ กังขาลดภาระให้นายทุนเหล้า-บุหรี่ ลั่น พร้อมปรับตัวให้เกิดความไว้ใจในการใช้งบประมาณ ด้าน ‘ภคมน’ ลุยสอบ 22 ต.ค.นี้ ปลุกสังคมพิสูจน์จุดประสงค์ในการแก้กม.

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 7 ตุลาคม ที่รัฐสภา น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน      ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ  การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา รับยื่นหนังสือจากนายณัฐวุฒิ อุปปะ ผู้แทนสภาผู้ชมและผู้ฟังรายการไทยพีบีเอส พร้อมคณะ กรณีร่างแก้ไขพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ พ.ร.บ.ไทยพีบีเอส ซึ่งเสนอโดย นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย


โดยนายณัฐวุฒิ กล่าวว่า การออกมาครั้งนี้ทำเพื่อปกป้องหลักการสื่อสาธารณะที่ต้องยึดมั่นการเสรีภาพ ปราศจากการครอบงำ จึงออกแบบรายได้ขององค์กรมาจากการสนับสนุนของภาษีบาป เพื่อป้องกันการแทรกแซงจากกลไกอื่นๆ ไทยพีบีเอสไม่ได้มีโฆษณา ส่วนที่ระบุว่าการแก้ไขร่างกฎหมาย เพราะเกี่ยวข้องกับระเบียบการเงินการคลังนั้น ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ เพราะรายได้มาจากการเก็บภาษีส่วนเกิน นอกเหนือจากเก็บภาษีสรรพาสามิต ซึ่งมาจากการผู้ผลิตขายเหล้าและบุหรี่ไม่ได้ใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี ฉะนั้น ขอตั้งคำถามว่ามีความจำเป็นอย่างไรที่ต้องลดภาระผู้ผลิตเหล้าและบุหรี่เหล่านั้น และกลับมาใช้งบประมาณประจำที่มีอยู่อย่างจำกัดอยู่แล้ว

นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า 2.หากแก้ไขพ.ร.บ.จะมีช่วงเวลาหนึ่งที่ต้องออกกฎกระทรวงใหม่เพื่อบังคับใช้ ถ้ายังไม่มีระเบียบชัดเจนจะเป็นไปได้หรือไม่ ที่กลุ่มบริษัทเคยจ่าย 1.4 หมื่นล้านบาท อาจไม่ต้องจ่ายก็ได้ โดยอ้างว่าอยู่ระหว่างดำเนินการออกกฎกระทรวงใหม่ ปัจจุบันมีช่องเอ็นบีที เป็นสื่อในกำกับของรัฐ ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 2.4 พันล้านบาท ในเวลาเดียวมีช่องไทยพีบีเอส อยากให้ลองดูว่ามีการตอบโจทย์ประโยชน์สาธารณะของคนตัวเล็กตัวน้อยอย่างไร ไทยพีบีเอสไม่ใช่ว่าตรวจสอบไม่ได้

นายณัฐวุฒิ กล่าวด้วยว่า เพราะมีทั้งการตรวจสอบจากองค์กรรัฐ ตรวจสอบภายใน และต้องรายงานผลการดำเนินการต่อสภาฯทุกปี รวมถึงทราบดีว่าไทยพีบีเอสต้องปรับตัวให้เกิดความไว้ใจในการใช้งบประมาณ สิ่งหนึ่งที่ต้องไม่หลงประเด็นคือ วินัยการเงินการคลัง กับการทำงานของไทยพีบีเอส เราจะปกป้องสื่อสาธารณะ ต้องไม่ถูกแทรกแซงจากทุน

Advertisement

ด้าน น.ส.ภคมน กล่าวว่า กมธ.ฯ จะบรรจุระเบียบวาระพิจารณาในวันที่ 22 ตุลาคม ตนยืนยันว่าสื่อต้องมีสิทธิเสรีภาพต้องมีสื่อสาธารณะในประเทศไทย ขณะนี้มีความพยายามทำให้สื่อขาดความเป็นอิสระ สาธารณะต้องช่วยกันตั้งคำถาม ต่อคำชี้แจงที่ว่าต้องการให้การใช้งบประมาณเป็นไปตามระเบียบทางวินัยการเงินการคลังนั้น คือจุดประสงค์ที่แท้จริงหรือไม่ ทางคณะกรรมาธิการจะพิจารณาทั้งในเรื่องวินัยการเงินการคลัง และอนาคตของไทยพีบีเอส ไม่ใช่ว่าไทยพีบีเอสไม่บกพร่อง แต่จะให้โอกาสนี้เป็นโอกาสที่ไทยพีบีเอสได้สังคายนา เป็นสื่อสาธารณะที่มีความเป็นอิสระและใช้งบอย่างคุ้มค่า ทั้งนี้ ทางพรรคประชาชนจะได้ยื่นร่างประกบ และสิ่งหนึ่งที่อยากเสริม คือ แก้ไขพ.ร.บ. ให้ไทยพีบีเอสหารายได้จากลิขสิทธิ์ของตัวเองด้วย

น.ส.ชลณัฏฐ์ โกยกุล สส.กทม. พรรคประชาชน ในฐานะโฆษกกมธ.การพัฒนาการเมืองฯ กล่าวว่า กรณีที่มีการให้เหตุผลว่าการเปลี่ยนแหล่งเงินของไทยพีบีเอสจากภาษีสรรพสามิตมาเป็นงบประมาณจากรัฐโดยตรง เป็นการนำเข้าสู่ระบบเพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ ยังเป็นประเด็นที่ต้องตั้งคำถาม เนื่องจากที่ผ่านมาในการทำงานของ กมธ. ยังพบกรณีผู้เกี่ยวข้องกับรัฐบาลหรือฝ่ายการเมืองไม่เข้ามาชี้แจงด้วยตนเอง และส่งผู้แทนมาชี้แจงแทน ซึ่งไม่สามารถตอบคำถามของกรรมาธิการได้อย่างครบถ้วน

น.ส.ชลณัฏฐ์ กล่าวต่อว่า การประชุมของ กมธ.มีการบันทึกชวเลขและมีผลตามกฎหมาย จึงควรให้ผู้เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงด้วยตนเอง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากรัฐบาลระบุว่าการเปลี่ยนแหล่งเงินของไทยพีบีเอสมีเป้าหมายเพื่อการตรวจสอบและความโปร่งใส ก็ควรชี้แจงเหตุผลให้ชัดเจน และตั้งคำถามเพิ่มเติมว่า แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อควบคุมสื่อสาธารณะหรือไม่ โดยย้ำว่าเป็นเพียงข้อสังเกต ไม่ใช่การฟันธง

ขณะที่นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า ตนจะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของกมธ.ฯ โดยเร็ว และจะตรวจสอบระเบียบวาระเพื่อกำหนดวันพิจารณาต่อไป ประเด็นสำคัญต้องกลับมาพิจารณาหลักการว่า ประเทศไทยยังมีความจำเป็นต้องมีสื่อสาธารณะหรือไม่ โดยไทยพีบีเอสถูกออกแบบให้มีความเป็นอิสระ ไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลทางการเมืองและกลุ่มทุน และมีแหล่งเงินจากภาษีเฉพาะ เพื่อไม่ต้องพึ่งพารายได้จากการโฆษณา

นายนรเศรษฐ์ กล่าวต่อว่า การอ้างเหตุผลเรื่องวินัยการเงินการคลังในการแก้ไขแหล่งเงินของไทยพีบีเอสเห็นว่าต้องพิจารณาให้ชัดเจนว่าเป็นเหตุผลหลักหรือไม่ เนื่องจากไทยพีบีเอสมีกระบวนการตรวจสอบอยู่แล้ว ทั้งจากหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบและการรายงานต่อรัฐสภา การนำองค์กรเข้าสู่ระบบงบประมาณไม่ได้หมายความว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาการทุจริตได้ทั้งหมด หากมีข้อกังวลเกี่ยวกับการตรวจสอบ สามารถออกแบบกลไกตรวจสอบให้มีความชัดเจนและเข้มแข็งขึ้นได้ โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแหล่งเงินจนกระทบต่อความเป็นอิสระขององค์กร ย้ำว่า กมธ.ฯ จะนำประเด็นดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณา และแจ้งให้ผู้ร้องทราบถึงกำหนดการบรรจุวาระต่อไป

ด้าน นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้มีการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของไทยพีบีเอสมาโดยตลอด เนื่องจากสังคมคาดหวังให้เป็นสื่อสาธารณะที่มีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งมีคำถามเกี่ยวกับความสมดุลในการนำเสนอเนื้อหา

นายเทวฤทธิ์ กล่าวต่อว่า ไทยพีบีเอสยังมีประเด็นด้านโครงสร้างบุคลากรและการบริหารจัดการที่ควรได้รับการปรับปรุง แต่กระบวนการปฏิรูปควรมีกระบวนการมีส่วนร่วมจากผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งภาคประชาสังคม เครือข่าย และสภาผู้ชมและผู้ฟัง เนื่องจากการมีส่วนร่วมเป็นหลักการสำคัญของการก่อตั้งไทยพีบีเอสและควรทำให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารที่หลากหลาย

นายเทวฤทธิ์ กล่าวด้วยว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นร่างที่เสนอโดยพรรคการเมือง ไม่ได้เสนอโดยกระทรวงการคลัง จึงควรพิจารณาว่า หากประเด็นหลักคือวินัยการเงินการคลัง หน่วยงานใดควรเป็นเจ้าภาพหลัก ซึ่งการแก้ไขกฎหมายมีเป้าหมายเพื่อการปฏิรูปไทยพีบีเอสให้ตอบโจทย์การเป็นสื่อสาธารณะอย่างแท้จริง หรือมีประเด็นทางการเมืองอื่นประกอบหรือไม่ ยอมรับว่าไทยพีบีเอสต้องปรับปรุงเรื่องความคุ้มค่าและความโปร่งใสในการใช้งบประมาณ แต่เห็นว่าประเด็นดังกล่าวควรแยกออกจากหลักการเรื่องความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ โดยไม่ควรนำข้อกังวลด้านวินัยการเงินการคลังมาเป็นเหตุในการลดทอนความเป็นอิสระของไทยพีบีเอส