หน้าแรก การเมือง ใกล้เคาะเกณฑ์...

ใกล้เคาะเกณฑ์ เออร์ลี่รีไทร์ขรก. ลุ้นได้ค่าตอบแทนเกิน 12 เท่า ปกรณ์ยัน 6 เดือนทำนโยบายกม.ครบแล้ว

11.10.26 | 13:24 น.

‘ปกรณ์​’ เผยใกล้เคาะ เกณฑ์เออร์ลี่รีไทร์ ขรก. ชี้ค่าตอบแทนมากกว่า 12 เท่า รอถกคลังก่อนสรุป วางเกณฑ์เริ่มอายุ 50 ปี​ ชี้ 40 ปีต้องมีเหตุจำเป็น ลั่น 6 เดือน ทำเรื่องกฎหมายครบตามโจทย์

เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบการดำเนินโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดของข้าราชการพลเรือนสามัญว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียด เหลือแค่ประเด็นค่าตอบแทนควรให้กี่เท่า ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป โดยส่วนตัวอยากให้ได้มากกว่า 12 เท่า แต่จะได้เท่าไหร่ต้องหารือกับกระทรวงการคลังก่อนสรุปเกณฑ์ สำหรับคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้าโครงการเบื้องต้นเริ่มที่อายุ 50 ปีขี้นไป แต่หากผู้ที่อายุ 40 ปีขึ้นสนใจเข้าร่วมต้องมีเหตุจำเป็น เช่น ลาออกเพื่อไปดูแลบิดามารดา มีอาการป่วย โดยหัวหน้าหน่วยงานจะเป็นผู้พิจารณา โดยตั้งเป้าลดอัตราลง 5% ต่อปีของจำนวนข้าราชการทั้งหมด ทั้งนี้ คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะดำเนินการได้ภายในปีงบฯ 70 โดยเฟสแรกตั้งเป้าจะใช้งบประมาณจากงบกลาง 7 พันล้านบาท และปีถัดคาดจะใช้งบลดลงเรื่อยๆ


นายปกรณ์กล่าวถึงการบริหารทรัพยากรบุคคล หลังประกาศยุบเลิกสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) ซึ่ง ครม.มีมติให้โอนบุคลากร 48 คน ไปอยู่ภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) สำนักนายกรัฐมนตรี เนื่องจากมีภารกิจใกล้เคียงกัน เพื่อดำเนินงานในหน่วยการบริการรูปแบบพิเศษ ทำภารกิจทำแผนที่ การปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ หรือวันแม็ป หากดำเนินการเรื่องนี้เสร็จสมบูรณ์ จะเสนอ ครม.ให้ความเห็นชอบ จากนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้แผนที่ท้ายกฎหมายลำดับรอง ภายในไม่เกิน 90 วัน ซึ่งผ่านมาเป็นเวลา 10 ปี วันแม็ปยังทำไม่สำเร็จ

สำหรับความคืบหน้าการลดหน่วยงานรัฐซ้ำซ้อนตามภูมิภาค สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) กำลังพิจารณา เนื่องจากเป็นแผนระยะยาว จึงต้องดำเนินการอย่างต้องค่อยเป็นค่อยไป เพราะมีผลกระทบด้านอัตรากำลังและภารกิจ

ขณะที่ความคืบหน้ามาตรการชะลอลดขนาดอัตรากำลัง ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมพหุภาคีเพื่อการบริหารงานภาครัฐระบบเปิด (MSF) เมื่อวันที่ 8 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้เร่งรัดการเชื่อมโยงข้อมูล หลังมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกฯ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการเชื่อมโยงข้อมูลเรื่องร้องเรียงร้องทุกข์ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกันได้ เช่น เรื่องสิ่งแวดล้อม การรุกล้ำที่ดิน การทุจริตของเจ้าหน้าที่ ซึ่งแต่ละประเด็นจะมีหลากหลายมิติ จะได้ทำให้การช่วยเหลือประชาชนไม่กระจายกระจายและมีฐานข้อมูลที่ตรงกันทำให้ทุกหน่วยสามารถใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด และง่ายต่อประชาชนเพื่อขอรับบริการรัฐ

Advertisement

“ในช่วง​ 6 เดือนที่เข้ามารับตำแหน่ง​รองนายกรัฐมนตรี​ฝ่ายกฎหมาย​ ถือว่าได้ทำตามนโยบายรัฐบาล​ ในเรื่องกฎหมายครบทุกหัวข้อแล้ว” นายปกรณ์กล่าว