หน้าแรก การเมือง วราวุธ เอาจริ...

วราวุธ เอาจริงขยะพิษ จ่อเพิ่มโทษปรับ 8 หลัก-ยึดทรัพย์ ย้ำไทยไม่เลือก EV ทางเดียว

17.10.26 | 12:12 น.

วราวุธ เผย ดันแก้กฎหมายจัดการกากอุตสาหกรรม เพิ่มค่าปรับ 8 หลัก-ตามยึดทรัพย์ ชี้โทษเดิมถูกกว่าค่าบำบัด ย้ำ ไทยไม่เดินรถ EV ทางเดียว พร้อมดูแลค่ายญี่ปุ่น-ผู้ผลิตชิ้นส่วนเดิม

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวในรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” ทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT ซึ่งออกอากาศทุกวันเสาร์เวลา 09.05 น. ถึงทิศทางอุตสาหกรรมไทย ว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจต้องไม่แลกกับปัญหามลพิษหรือทิ้งประชาชนไว้ข้างหลัง ประเด็นที่ให้น้ำหนักมาก คือการจัดการกากอุตสาหกรรมผิดกฎหมาย หลังยอมรับว่ากฎหมายบางฉบับใช้มานาน 40-50 ปี โทษปรับเดิมไม่เกิน 200,000 บาท ต่ำจนผู้ประกอบการบางรายอาจเลือกจ่ายค่าปรับแทนการบำบัดของเสียที่ถูกต้อง

นายวราวุธ กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงอุตสาหกรรมอยู่ระหว่างแก้ พ.ร.บ.โรงงาน และกฎหมายกากอุตสาหกรรม พร้อมหารือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม DSI และศุลกากร เพื่อยกระดับการเอาผิดให้เชื่อมถึงเส้นทางการเงิน ตามยึดทรัพย์เจ้าของกิจการ และผลักดันค่าปรับไปถึงระดับ 8 หลัก


“วันนี้การลงโทษมันถูกกว่าการเอาไปบำบัด หากโทษเบาเกินไปก็ไม่ทำให้ผู้กระทำผิดเกรงกลัว จึงต้องทำให้การฝ่าฝืนกฎหมายไม่คุ้ม และบังคับให้กากอุตสาหกรรมกลับเข้าสู่ระบบกำจัดที่ถูกต้อง” นายวราวุธ กล่าว

นายวราวุธ กล่าวว่า อีกเรื่องที่ต้องเร่งเตรียมรับมือ คือขยะจากเทคโนโลยีสะอาด ทั้งแผงโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่รถ EV ซึ่งจะทยอยหมดอายุในไม่กี่ปี โดยเฉพาะแผงโซลาร์ที่ใช้มานานราว 10 ปีและมีอายุใช้งานประมาณ 15 ปี ซึ่งอาจกลายเป็นขยะจำนวนมากในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า กระทรวงฯ จึงเร่งผลักดันนิคมอุตสาหกรรมรีไซเคิล รวบรวมโรงงานรีไซเคิลและกำจัดของเสียอันตรายไว้ในพื้นที่ควบคุมเฉพาะ มีระบบบำบัดน้ำเสียรวมและการติดตามตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้ซากแบตเตอรี่ แผงโซลาร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไปกองปะปนกับขยะทั่วไป

ทั้งนี้ แบตเตอรี่ EV ที่หมดสภาพจากการใช้งานในรถไม่ได้หมายความว่าต้องทิ้งทั้งหมด บางส่วนสามารถนำไป recondition และใช้เป็นระบบกักเก็บพลังงาน หรือ ESS ได้ ส่วนที่เสื่อมจริงต้องกำจัดอย่างถูกวิธี เพราะมีสารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

Advertisement

นายวราวุธ กล่าวว่า ด้านปากท้อง กระทรวงเดินหน้าแนวคิด “AI ยกกำลัง 2” ดึงเทคโนโลยีจากอุตสาหกรรมขั้นสูงมาเชื่อมกับภาคเกษตร ซึ่งมีแรงงานเกือบ 30% ของประเทศ แต่สร้าง GDP ราว 8% เพื่อไม่ให้ความเหลื่อมล้ำระหว่างเศรษฐกิจใหม่กับฐานรากถ่างกว้างขึ้น โดย AI จะถูกใช้ตั้งแต่ต้นน้ำ ดูระบบให้น้ำ คุณภาพดิน และสภาพอากาศ กลางน้ำใช้ระบบอัตโนมัติช่วยแปรรูป และปลายน้ำใช้ AI อีคอมเมิร์ซ โซเชียลมีเดีย และโลจิสติกส์ช่วยหาตลาด ซึ่งวันนี้เรียกว่าหมดเวลาที่จะขายของเยอะ แต่ต้องขายของแพง

นายวราวุธ กล่าวว่า ตัวอย่างที่เห็นภาพชัด คือข้าวที่ขายวัตถุดิบตันละประมาณ 7,000-8,000 บาท หากนำไปแปรรูปเป็นแป้งหรือผลิตภัณฑ์เพื่อส่งออก มูลค่าอาจเพิ่มเป็นหลายหมื่นบาทต่อตัน ขณะที่อ้อยจะเน้นเพิ่มผลผลิตต่อไร่และค่าความหวาน เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้สูงขึ้นจากพื้นที่เดิม

นายวราวุธ กล่าวว่า เพื่อให้เทคโนโลยีไม่อยู่แค่ในห้องประชุม กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมหารือร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง 4 ภาค ได้แก่ เหนือ กลาง อีสาน และใต้ รองรับผลผลิตเด่นของแต่ละพื้นที่ เช่น ข้าว อ้อย และยางพารา

นายวราวุธ กล่าวว่า จุดแข็งของไทยอยู่ที่เครือข่าย SME กว่า 3.2 ล้านราย ซึ่งรวมตัวกันเป็นห่วงโซ่อุปทานของหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะยานยนต์ที่ทำงานร่วมกับญี่ปุ่นมานาน 60-70 ปี จนไทยได้รับการยอมรับว่ามี Supply Chain ที่เชื่อถือได้และมีประสิทธิภาพ

นายวราวุธ กล่าวว่า สำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์ ไทยจะไม่เลือกเดินเส้นทาง EV เพียงทางเดียว แต่ใช้แนวทาง Multi-pathway เปิดพื้นที่ให้ทั้งรถเครื่องยนต์สันดาป รถไฮบริด PHEV รถไฟฟ้า BEV และเทคโนโลยีไฮโดรเจนในอนาคต พร้อมดูแลฐานค่ายญี่ปุ่นและซัพพลายเออร์เดิมที่สร้างงานให้คนไทยจำนวนมาก

“คนที่เคยช่วยเราเอาไว้ในอดีต พอถึงเวลาเราเจอความท้าทายใหม่ๆ เข้ามา เราต้องจับมือกัน ไม่ใช่ไปทิ้งเขา ส่วนผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยต้องเร่งปรับตัว เพราะรถยุคใหม่มีลักษณะเป็นคอมพิวเตอร์เคลื่อนที่มากขึ้น” นายวราวุธ กล่าว

นายวราวุธ กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมและ SME Bank จะเข้าช่วยทั้งเงินทุนและองค์ความรู้ในการเปลี่ยนผ่าน ผู้ผลิตชิ้นส่วนต้องเพิ่มความแม่นยำและความยืดหยุ่นให้รองรับทั้ง ICE ไฮบริด และ EV เพราะไทยยังเป็นฐานผลิตรถส่งออกไปหลายตลาด ซึ่งแต่ละประเทศมีความต้องการเทคโนโลยีไม่เหมือนกัน

นายวราวุธ กล่าวว่า อีกโจทย์สำคัญคือมาตรฐานสิ่งแวดล้อมโลก เช่น CBAM ของยุโรป ที่เริ่มกดดันผู้ส่งออกไทยให้ใช้พลังงานสะอาด มีระบบบำบัดที่ได้มาตรฐาน และพัฒนาโรงงานไปสู่ Green Industry กระทรวงจะทำหน้าที่ทั้งกำกับมาตรฐานและช่วย SME เข้าถึงความรู้กับเงินทุนเพื่อปรับโรงงาน

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมจะเดินหน้าได้ แต่ต้องไม่เบียดเบียนชุมชน หากการดำเนินงานของนิคมหรือโรงงานสร้างผลกระทบต่อประชาชนก็ต้องเข้าไปแก้ไขและเยียวยา พร้อมเปิดช่องให้ประชาชนแจ้งปัญหาโรงงาน น้ำเสีย หรือมลพิษผ่านสายด่วนกระทรวงอุตสาหกรรม 1564 ได้ตลอดเวลา