‘นายกฯ’ นำทีม ‘ภท.’ ยื่นร่างพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมยาเสพติดเพิ่มโทษผู้ใช้ – ใครครอบครองสันนิษฐานว่าจำหน่าย พร้อมเพิ่มอำนาจให้เจ้าพนักงาน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพขยายผลจับกุม ด้าน ‘ประธานสภาฯ’ รับสถานยาเสพติดวิกฤต หวัง ‘ฝ่ายบริหาร – นิติบัญญัติ’ ทำงานร่วมกันแก้ปัญหาให้ประเทศ
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 21 ตุลาคม 2569 ที่รัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และคณะ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ยื่นร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายยาเสพติด และร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมวิธีพิจารณาคดียาเสพติดฉบับที่ พ.ศ. … โดยมี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้รับร่างกฎหมายดังกล่าว

โดย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สาระสำคัญของร่างกฎหมายดังกล่าว คือ ถ้าผู้ใดมียาเสพติดไว้ในครอบครองจะถูกสันนิษฐานว่ามีไว้เพื่อจำหน่าย ถือเป็นความเข้มข้นของกฎหมาย และมีการเพิ่มบทลงโทษผู้ใช้ และเยาวชนที่กระทำความผิดในเรื่องยาเสพติดฐานหลบเลี่ยงโดยใช้ช่องทางหรือช่องโหว่ของกฎหมาย และเรื่องการกำหนดการบำบัดฟื้นฟู ซึ่งมีความชัดเจน และสะดวกต่อการปฏิบัติ รวมถึงการขยายผลจับกุม เพื่อให้การปราบปรามขยายผลเป็นไปด้วยความมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น รวมถึงการให้อำนาจเจ้าพนักงานสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. ในการเรียกข้อมูลจากฐานข้อมูลกลางเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีกับผู้ติดยาเสพติด การบำบัดรักษา การฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด และการให้อำนาจการระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับการจูงใจให้ผู้อื่นเสพยาเสพติดออกจากระบบคอมพิวเตอร์
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ร่างกฎหมายอีกฉบับคือร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ฉบับที่ พ.ศ. … เป็นการเพิ่มอำนาจให้ตำรวจกองบัญชาการปราบปรามยาเสพติด สามารถยื่นคำขอต่อศาลอาญาเพื่อมีคำสั่งอนุญาตให้ตำรวจได้มาซึ่งข้อมูลข่าวสารไม่ว่าอยู่ในรูปแบบหรือช่องทางใด เพื่อประโยชน์จากการสืบสวนสอบสวนการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด และการขยายระยะเวลาอำนาจในการควบคุมผู้ถูกจับที่กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของเจ้าพนักงาน เป็นเวลาไม่เกิน 7 วัน จากเดิมที่กำหนดเวลาควบคุมตัวไว้ไม่เกิน 3 วัน เพื่อให้การสืบสวนสอบสวน และการขยายผลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้บุคคลที่ดูแลผู้มีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติด สามารถแสดงความสมัครใจในการขอเข้ารับการบำบัดรักษา และฟื้นฟูสมรรถภาพแทนผู้ติดยาเสพติดนั้นได้ โดยการดำเนินการนี้จะทำให้เกิดการกระชับความเข้มข้นในการบังคับใช้กฎหมายมากยิ่งขึ้น เพราะตอนนี้ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาที่รัฐบาลได้ใช้ทุกสรรพกำลังป้องกัน และปราบปราม ซึ่งเมื่อคืนนี้ (20 ต.ค.) เพิ่งมีการดำเนินการที่จังหวัดเพชรบุรี และมีการปะทะกัน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นจากฝ่ายผู้ค้ายาเสพติดหรือเจ้าหน้าที่เมื่อมีการต่อสู้กัน และเกิดการเสียชีวิต ก็เป็นสิ่งที่เราไม่อยากให้เกิดความเสียหายทางชีวิตขึ้น ในแต่ละช่วงของทุกเดือน เราก็มีการปราบปรามอย่างเข้มข้น ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ป.ป.ส. ฝ่ายปกครอง ทหาร ก็ร่วมกันดำเนินในการปราบปรามอย่างเต็มที่ ตนก็เพิ่งได้อนุมัติเรื่องรถเอ็กซเรย์ ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเพิ่มอีก 4 คัน และจะเห็นได้ว่าช่วงนี้เรามีการดำเนินการอย่างเข้มข้นมาก
“ในบางกรณีตามตะเข็บชายแดนก็มีการต่อสู้เกิดขึ้น และมีความสูญเสีย ซึ่งโชคดีที่ฝ่ายเรายังไม่ได้เป็นฝ่ายที่สูญเสีย แต่เราจะโชคดีอย่างนี้ไปตลอดหรือเปล่า เราก็ไม่อยากไปขึ้นอยู่แต่กับโชค ฉะนั้น เราต้องสร้างมาตรทุกมาตรการป้องกัน และปราบปรามการค้ายาเสพติดให้ครอบคลุม และลดการสูญเสียให้มากที่สุด จึงเป็นที่มาของการที่พรรคภูมิใจไทย ได้นำเสนอร่างพระราชบัญญัติทั้ง 2 ฉบับต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้พิจารณาบรรจุเข้าไปในวาระการประชุมโดยเร็วที่สุด” นายกฯ กล่าว
ขณะที่ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า วันนี้มารับร่างกฎหมายจากนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับรัฐบาล เนื่องจากในอดีตสมัยที่ตนเป็นรองนายกรัฐมนตรีได้ขับเคลื่อนเรื่องกฎหมายยาเสพติด และเมื่อได้มาเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ทำเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องโดยเชิญหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหายาเสพติดมาทำงานร่วมกัน เพราะขณะนี้อยู่ในสถานการณ์วิกฤตซึ่งประชาชนเดือดร้อนมาก ขณะเดียวกัน รัฐบาลดำเนินการเรื่องนี้อยู่ เมื่อได้ข้อสรุปจากทีมกฎหมายของพรรคภูมิใจไทย จึงได้ยกร่างกฎหมายนี้ขึ้นมา
“สถานการณ์ยาเสพติดทุกวันนี้ถือว่าวิกฤต ดังนั้นการแก้กฎหมายต้องใช้มาตรการที่เข้มข้นขึ้น ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรให้ความสำคัญเรื่องนี้ และคิดว่าสส.ทุกคนเห็นถึงปัญหา และอยากแก้ปัญหาเรื่องนี้เช่นกัน ถือเป็นอีกมิติที่ฝ่ายนิติบัญญัติทำงานร่วมกับฝ่ายบริหารในการแก้ปัญหาให้กับประเทศ” ประธานสภาฯ กล่าว


