หน้าแรก การเมือง วราวุธ แจงสภา...

วราวุธ แจงสภา ยันไม่ได้นิ่งนอนใจกำจัดขยะพิษ ตั้งทีมตรวจ 1.5 พันโรงงาน จ่อเพิ่มโทษ-ชงยึดทรัพย์

22.10.26 | 12:11 น.

‘วราวุธ’ แจงไม่ได้นิ่งนอนใจกำจัดขยะพิษ คาด1-2 เดือน รู้รายละเอียดทั้งหมดที่ใดผิดกฎหมาย เตรียมแก้กม.เพิ่มโทษหนัก ชงปปง.ยึดทรัพย์ผู้ประกอบการ

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม เวลา 10.40 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้เแทนราษฎร เป็นประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจา ของ นายวัชรพงษ์ ศิริรักษ์ ส.ส.ระยอง พรรคประชาชน ถามนายกรัฐมนตรี เรื่องการกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ หรือ กากอุตสาหกรรม ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกับประชาชน ตนเรียกว่าอาชญากรรมทางสิ่งแวดล้อม เพราะปัจจุบันขยะอิเล็กทรอนิกส์กำลังกัดกินคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ จ.ระยอง และพื้นที่อีอีซี โดยลามไปถึงจ.ปราจีนบุรี เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่การลักลอบทิ่งขยะแบบธรรมดา แต่เป็นขบวนการลักลอบนำขยะพิษเข้ามาอย่างเป็นระบบ ซึ่งมีปัญหาตั้งแต่ต้นทางยันปลายทาง โดยมีการนำมาบดผสมดิน หลอกเอาไปถมที่ ผสมปุ๋ยขี้ไก่ ให้ชาวสวน ชาวไร่เอาไปถมที่เพื่อลดต้นทุน มีการจ่ายส่วยจ่ายค่าปรับ ซึ่งง่ายกว่าการทำให้ถูกต้อง

นายวัชรพงษ์ กล่าวต่อว่า จึงอยากถามว่าในฐานะรัฐบาลที่ต้องแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้ประชาชน ทำไมที่ผ่านมาแก้ไม่ได้ ติดตรงไหน และควรตรวจสอบอย่างจริงจัง โดยไม่ต้องรอกรอบกฎหมาย ขอเสนอให้นำการสำแดงที่เข้าข่ายสุ่มเสียงการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด ต้องเข้าเรดไลน์ เพื่อตรวจเอ็กซเรย์เท่านั้นได้หรือไม่ ขอให้ดำเนินคดีให้ถึงที่สุด และเยียวยาผู้เสียหายก่อนคดีถึงที่สุด รวมทั้งระหว่างที่ดำเนินคดีจะเริ่มจัดการของเสียและฟื้นฟูในพื้นที่ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปได้หรือไม่หากทำได้จะใช้งบประมาณจากส่วนใดและจะกำหนดให้ส่วนใดเป็นผู้รับผิดชอบกรอบเวลาดำเนินการเป็นอย่างไรและจะทำให้พี่น้องประชาชนติดตามความคืบหน้าได้อย่างไร


นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม ได้รับมอบหมายจากนายกฯชี้แจงแทนว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้ติดตามเรื่องนี้ตลอด และต้องเรียนตรงๆ ว่าที่ผ่านมาเกิดความละหลวม โดยมีการตั้งโรงงานขึ้นมาเป็นเหมือนโกดังคัดแยกขยะ คนงานไม่ใช่คนไทย แต่เป็นชาวต่างชาติ กรณีเช่นนี้ขอฝากท้องถิ่น ทั้งกำนันผู้ใหญ่บ้าน นายกอบต. หรือคนที่อยู่ในพื้นที่ให้ช่วยดูแล หากมีคนมาสร้างโรงงานที่ผิดปกติช่วยส่งข่าวให้ด้วย เราก็จะไปตรวจ แต่บางครั้งเช่นจังหวัดสมุทรปราการ หรือระยอง เรามีโรงงานหลายพันแห่ง เจ้าหน้าที่จะเวียนไปตรวจ บางครั้งอาจจะไม่ทั่วถึง แต่วันนี้เราจะตรวจเฉพาะโรงงานที่มีใบอนุญาต 105 กับ 106 เท่านั้นเพื่อที่จะเร่งดำเนินการ โรงงานไหนถ้าทำไม่ถูกต้องเราจะปิดและยึดใบอนุญาต รวมถึงการบริหารจัดการขยะ ตราบใดที่อยู่ในโรงงานก็จะอยู่ในความดูแลของกระทรวงอุตสาหกรรม หากโรงงานเอาขยะออกไปทิ้งข้างนอก เช่นในที่นาหรือหนองน้ำ สิ่งที่กระทรวงฯทำได้คือไปฟ้องร้องโรงงานให้เอาขยะเหล่านั้นกลับเข้ามาอยู่ในโรงงาน แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) รักษาสิ่งแวดล้อม ของกรมควบคุมมลพิษ จะเป็นผู้ดำเนินการเรียกร้องค่าเสียหาย

Advertisement

“ดังนั้นจึงติดปัญหาในหลายส่วน แต่ก็เราไม่ได้นิ่งนอนใจ เราได้ตั้งทีมขึ้นมาทั้งหมด 50 ทีมในการตรวจเบื้องต้นที่โรงงานปัจจุบันมีประมาณ 1,500 กว่าโรง และคาดว่าภายใน 1-2 เดือนจากนี้ไปจะได้รายละเอียดทั้งหมดว่ามีที่ใดที่ผิดกฎหมายและการดำเนินการเป็นอย่างไรบ้าง เพื่อป้องกันเหตุที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต” นายวราวุธกล่าว

นายวราวุธ กล่าาวต่อว่า ตนเห็นด้วยที่จะเอากลุ่มเสี่ยงเข้าเรดไลน์ แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ตอนสำแดง แต่อยู่ที่ว่าสิ่งสำแดงกับที่อยู่ในตู้ไม่ตรงกัน ฉะนั้นหัวใจสำคัญเราต้องเสริมเขี้ยวเล็บให้กับกรมศุลกากรว่าทำอย่างไรที่จะสามารถสแกนตู้แต่ละตู้ได้

เพราะสมัยที่ตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในตู้หนึ่งเป็นขยะพลาสติกข้างหน้าเป็นเศษพลาสติกอย่างดีเป็นวัตถุดิบใช้ในประเทศปรากฏว่าครึ่งหลังของตู้เป็นขยะ ฉะนั้นเขาซุกกันเข้ามาเพราะฉะนั้นการตรวจปัญหาจึงไม่ได้ว่าการจำกัดให้พิกัดใด แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าพอสำแดงแล้วเราต้องสามารถตรวจได้ทุกตู้

“ดังนั้นหากมีข้อมูลส่งมาได้ที่หมายเลข 1564 กระทรวงอุตสาหกรรม 24 ชั่วโมง หรีอเฟซบุ๊กของตนได้ เดี๋ยวตนไปตรวจให้ และประสานหน่วยงานให้ เพราะเรื่องแบบนี้ตนเกลียดที่สุด เพราะมันทำให้พวกเราเดือดร้อนกันทุกคน หากสงสัยอะไรขึ้นมาโทรมาถามผมได้ 1564 เดี๋ยวผมจะส่งคนไปตรวจ ถ้าโทรมาแล้วไม่ได้รับการตอบรับหรืออย่างไร ท่านตั้งกระทู้ถามผมได้ เดี๋ยวผมจะมาขอโทษ และจะจับตีมือข้าราชการที่ไม่ยอมทำงาน” นายวราวุธ กล่าว

นายวราวุธ กล่าวต่อว่า วันนี้กฎหมายของกรมโรงงานอยู่ในขั้นตอนของคณะกรรมาธิการตนได้ขอเสนอให้มีการเพิ่มโทษเพราะที่ผ่านมาเขาเลือกที่จะเอาไปทิ้งเนื่องจากโทษถูกกว่า เช่น มีเศษอิเล็กทรอนิกส์หรือเศษขยะหนึ่งรถบรรทุก ถ้าจะเอาไปกำจัดอย่างถูกวิธีต้องใช้เงิน 800,000 – 1 ล้านบาท แต่ด้วยโทษที่โดนกำหนดหากเอาไปทิ้งแบบผิดกฎหมายและจับได้โดนปรับแค่ 200,000 ถึง 300,000 บาทเท่านั้น ฉะนั้นเราจะต้องเพิ่มอัตราการลงโทษให้เข้มข้นมากขึ้นเพื่อที่ว่าจะไม่คุ้มในการโดนจับและโดนปรับ ตอนนี้เรากำลังอยู่ในมาตรการเพิ่มเติม รวมไปถึงประสานงานกับ ปปง.ให้การทิ้งกากขยะอุตสาหกรรมที่ไม่ถูกกฎหมาย เป็นคดีความผิดการเงิน ที่จะนำไปสู่การยึดทรัพย์ของผู้ประกอบการ

นายวราวุธ กล่าวต่อว่า ในเรื่องของการเยียวยา เมื่อเกิดคดีขึ้นจะใช้เวลานาน ดังนั้นหากของกลางที่เกิดขึ้นจะเกิดอันตรายกับพี่น้องประชาชนเราสามารถเข้าไปดำเนินการก่อนได้เมื่อคดีจบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นก็จะไปเก็บค่าเสียหายจากผู้ประกอบการ