‘โรม’ ส่งสัญญาณวันซักฟอก 4+1 ถาม รอให้ ‘ไอเดียร์’ ถ่ายเททรัพย์สินก่อนหรือ ค่อยดำเนินการ
เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2569 นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงแนวโน้มการเจรจาเพื่อวางกรอบเวลาการเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจว่า เท่าที่พูดคุยกับนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร สิ่งที่ตกลงร่วมกันคือหากฝ่ายรัฐบาลขอ 4 วัน เรายินดี ภายในกรอบ 4 วัน แต่เบื้องต้นวิปต้องมาบริหารกันว่า ตกลงชั่วโมงเป็นอย่างไร และมีตัวแปรเช่น พรรคกล้าธรรม เขาจะขอเวลาอภิปรายด้วย ซึ่งต้องมาคุยเหมือนกันว่า จะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน จะใช้เวลาของรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน
นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ตอนนี้คงไม่ใช่กรณี 3 วันและ 5 วันแล้ว ปมจะอยู่ที่กรอบ 4 วัน และการบริหารเวลากันเป็นกี่ชั่วโมง ซึ่งโดยหลักการวันลงมติกับวันอภิปรายไม่น่าจะเป็นวันเดียวกันได้ ดังนั้น ตนคิดว่า คงต้องเป็น 4+1 คืออภิปราย 4 วัน และลงมติวันถัดไป ซึ่งเบื้องต้นทางเราไม่ติด และมีการคุยกับประธานสภาฯ แล้วว่าเราไม่ติด
“หากรัฐบาลดูวันที่รัฐบาลคิดว่าเหมาะสมได้ในช่วงเดือนพฤศจิกายน พวกเราได้หมด ความจริงเราไม่อยากได้เวลาที่ช้า แต่ในเมื่อต้องเจรจาตกลงกัน จะช้าหน่อย พวกเรารอได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการเจรจาของวิป” นายรังสิมันต์ กล่าว
นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า เรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น พยานหลักฐานพร้อม การทำงานของฝ่ายค้านเราก็พร้อม ไม่ได้เป็นพรรคที่ถือกระดาษแผ่นเดียวมาพูดกันยาวๆแน่ ส่วนการดำเนินการตามกฎหมายต่างๆ นั้น ถามว่าเราอยู่ในสถานการณ์ที่ประเทศปกติหรือไม่ หรือจริงๆ แล้วมีใครไปอั้น ไปหยุดยั้งกระบวนการยุติธรรมไว้หรือไม่
“การกินรวบที่ผ่านมาทำลายระบบกฎหมาย ไม่ต้องเอาอะไรมาก เทียบกรณี นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กับ น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย ก็ได้ เราจะเห็นว่าความขยันขันแข็งของกระทรวงยุติธรรม แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ยังไม่นับว่ากรณีของ นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม วันนี้มีการยึดอายัดทรัพย์มาเรื่อยๆ แต่ถามว่ากรณี น.ส.สุชาดา ต้องรอให้เขายักย้ายถ่ายเททรัพย์สินก่อนหรือ” นายรังสิมันต์ กล่าว
นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ดังนั้น ตนคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า ความกระตือรือร้นของการบังคับใช้กฎหมายของประเทศมีปัญหา และเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่สำหรับประเทศไทย ซึ่งตนหวังว่าบรรดาข้าราชการต่างๆ จะไม่ช่วยเหลือรัฐบาลให้ละเมิดกฎหมาย จนประเทศได้รับความเสียหาย



