หน้าแรก การเมือง ศิริโชค เปิดเ...

ศิริโชค เปิดเครือข่ายสินบน 40 ล้านเสนอไชยชนก แฉน้องทำบริษัทน้ำมัน กู้เงินพิพัฒน์ 115 ล้าน

30.10.26 | 11:17 น.
ศิริโชค

ศิริโชค เปิดเครือข่ายสินบน 40 ล้านเสนอไชยชนก แฉน้องทำบริษัทน้ำมัน กู้เงินพิพัฒน์ 115 ล้าน

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม นายศิริโชค โสภา อดีต ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กถึงประเด็น The Cambodian Connection: เงื่อนงำจากปอยเปต โดยระบุข้อความว่า

บ่อนคาสิโน Star Vegas ในปอยเปต เดิมเป็น กิจการของครอบครัวสุขเจริญไกรศรี โดยมีนายสมบูรณ์ สุขเจริญไกรศรี หรือ เสี่ยตือ คอสโม เป็นเจ้าของ แต่ปัจจุบัน ครอบครัวนี้ยังเป็นเจ้าของที่แท้จริงอยู่หรือไม่? ในปี 2558 บ่อนแห่งนี้เปลี่ยนไปอยู่ภายใต้บริษัท Donaco International ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ออสเตรเลีย


แต่จากเอกสารของบริษัทในเดือนมีนาคม 2568 กลับพบว่า ลูกชายสองคนของเสี่ยตือยังถือหุ้นในบริษัท Donaco International ทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมกันถึง 42.17%

ลูกชายทั้งสองคือ นายเตชทัต สุขเจริญไกรศรี (Lee Bug Huy) และนายสุริยะ สุขเจริญไกรศรี (Lee Bug Tong) หรือ คิว ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อและนามสกุลเป็น นายภูวศิษฐ์ ไชยอรุณโรจน์ เพื่อไม่ให้สับสน ต่อจากนี้ผมจะใช้ชื่อเดิมว่า สุริยะ สุขเจริญไกรศรี (คิว) ตลอดทั้งเรื่อง เพราะเป็นชื่อที่ปรากฏในเอกสารเกี่ยวกับธุรกิจของครอบครัว

ครอบครัวสุขเจริญไกรศรียังมีชื่อเกี่ยวข้องกับบ่อน Star Paradise ซึ่งต่อมาใช้ชื่อ Winsor และบ่อน Paramax ในปอยเปตอีกด้วยแต่เรื่องที่น่าสนใจเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม 2568 เมื่อบริษัท Donaco International ถูกซื้อกิจการโดยบริษัท On Nut Road Limited ที่จดทะเบียนในหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน หลังการซื้อกิจการ บริษัท Donaco International ถูกถอดออกจากตลาดหลักทรัพย์ออสเตรเลีย ทำให้บุคคลภายนอกติดตามโครงสร้างผู้ถือหุ้นได้ยากกว่าเดิม

Advertisement

ผมอดสงสัยไม่ได้ว่า บริษัทที่จดทะเบียนในหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน แต่กลับใช้ชื่อว่า On Nut Road Limited หรือ “ถนนอ่อนนุช” ใครเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง? การซื้อกิจการครั้งนี้เปลี่ยนเจ้าของไปจริง ๆ หรือครอบครัวเดิมยังคงมีผลประโยชน์อยู่?

คำถามนี้สำคัญ เพราะหากมีคนไทยอยู่เบื้องหลังธุรกิจพนันออนไลน์ที่รับลูกค้าจากประเทศไทย ก็อาจมีประเด็นความรับผิดตามกฎหมายการพนันไทยที่ต้องตรวจสอบ ยิ่งหากมีเงินจากธุรกิจบ่อนเข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริจาคให้พรรคการเมือง ก็ยิ่งต้องตรวจสอบทั้งที่มาของเงินและความสัมพันธ์กับนักการเมือง

เปิดเครือข่ายสินบน 40 ล้าน

ผมจึงย้อนกลับไปดูประวัติของสุริยะ สุขเจริญไกรศรี (คิว) ลูกชายคนหนึ่งของเสี่ยตือ พบว่าเมื่อเดือนกันยายน 2565 เขาเคยถูกตำรวจไทยจับกุมในคดีเกี่ยวกับเว็บพนันออนไลน์และการฟอกเงิน โดยตำรวจระบุว่าเครือข่ายดังกล่าวมีเงินหมุนเวียนกว่า 3,000 ล้านบาท และมีการยึดทรัพย์สินกว่า 80 ล้านบาท แต่สิ่งที่ทำให้ผมยิ่งสงสัยว่า ใครเป็นเจ้าของบ่อนตัวจริง คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงเดือนเดียวหลังบริษัท On Nut Road Limited เข้าซื้อกิจการ

วันที่ 20 กันยายน 2568 ตามข้อมูลที่มีการเปิดเผยในรัฐสภา สุริยะ สุขเจริญไกรศรี (คิว) ถูกกล่าวหาว่าเสนอสินบนเดือนละ 40 ล้านบาท ผ่านคนกลาง เพื่อให้ข้อเสนอส่งต่อไปถึงนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ จากพรรคภูมิใจไทย แลกกับความช่วยเหลือเกี่ยวกับการปราบปรามเว็บพนันออนไลน์ สุริยะ สุขเจริญไกรศรี (คิว) ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว

แต่หากครอบครัวนี้ขายบ่อนให้คนอื่นไปแล้วจริง ๆ เหตุใดสุริยะ สุขเจริญไกรศรี (คิว) จึงยังถูกกล่าวหาว่าเสนอสินบนถึงเดือนละ 40 ล้านบาท เพื่อแลกกับความช่วยเหลือเกี่ยวกับการปราบปรามเว็บพนัน? เขายังมีผลประโยชน์อะไรอยู่ในธุรกิจนี้หรือไม่?

และเรื่องยังไม่จบ วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 หรือราวสองเดือนต่อมา นางสาวณัชชารีย์ สุขเจริญไกรศรี น้องสาวของสุริยะ สุขเจริญไกรศรี (คิว) บริจาคเงิน 1 ล้านบาทให้พรรคภูมิใจไทย!

ภายในเวลาเพียงสามเดือน บริษัท Donaco International ถูกซื้อกิจการโดยบริษัท On Nut Road Limited ที่จดทะเบียนในหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน ลูกชายเจ้าของบ่อนถูกกล่าวหาว่าเสนอสินบนเดือนละ 40 ล้านบาท และน้องสาวยังบริจาคเงิน 1 ล้านบาทให้พรรคภูมิใจไทย!

ทั้งหมดอาจเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกัน แต่ช่วงเวลาที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันทำให้ผมอยากตรวจสอบว่า ครอบครัวนี้ยังมีผลประโยชน์อะไรอยู่ในธุรกิจบ่อนหรือไม่ และเงินบริจาคทางการเมืองมีที่มาอย่างไร

แฉน้องทำบริษัทน้ำมัน

ผมจึงเริ่มตรวจสอบว่า น้องสาวของสุริยะ สุขเจริญไกรศรี (คิว) ทำธุรกิจอะไรในประเทศไทย จนพบชื่อบริษัทแห่งหนึ่ง บริษัท สยามกัลฟ์ปิโตรเคมีคัล จำกัด จากทะเบียนผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 30 เมษายน 2569 พบว่า ณัชชารีย์ถือหุ้นถึง 57.97%!

และเมื่อย้อนดูทะเบียนผู้ถือหุ้นช่วงปี 2560-2562 ก็พบว่า สุริยะ สุขเจริญไกรศรี (คิว) พี่ชายของเธอ เคยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทเดียวกัน ผมจึงเปิดดูงบการเงินของบริษัทต่อ และพบว่าบริษัทมีผลขาดทุนสะสมกว่าพันล้านบาท แล้วเรื่องก็พาผมมาถึงวิกฤตน้ำมันแพง

วันที่ 25 มีนาคม 2569 ท่ามกลางความเดือดร้อนของประชาชน มีรองนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งออกมาขอเวลาหนึ่งสัปดาห์เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการลักลอบและกักตุนน้ำมัน ถึงขั้นมีพาดหัวข่าวว่า “ขอ 1 สัปดาห์หาตัวไอ้โม่งน้ำมันหาย”

เพียงห้าวันต่อมา วันที่ 30 มีนาคม 2569 เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบบริษัท สยามกัลฟ์ปิโตรเคมีคัล จำกัด ในประเด็นการกักตุนน้ำมัน แม้ผลตรวจครั้งนั้นจะไม่พบการกระทำผิดก็ตาม แต่เรื่องที่ทำให้ผมต้องค้นต่อคือ ครอบครัวสุขเจริญไกรศรียังมีชื่อเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีปลอมปนน้ำมันที่จังหวัดอ่างทองอีกด้วย!

ต่อมา DSI ได้ดำเนินคดีเกี่ยวกับการปลอมปนน้ำมันที่จังหวัดอ่างทอง และออกหมายเรียก นายสุรัตน์ สุขเจริญไกรศรี น้องชายของเสี่ยตือ คอสโม ให้รับทราบข้อกล่าวหา โดยพนักงานสอบสวนระบุว่าพบหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงินและบทบาทในการบริหารธุรกิจน้ำมัน แม้จะไม่มีชื่อเป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้นของบริษัทที่ถูกดำเนินคดีก็ตาม นายสุรัตน์ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว

จากเจ้าของบ่อนในปอยเปต มาถึงคดีน้ำมันในประเทศไทย ครอบครัวเดียวกันกลับมีชื่อปรากฏอยู่ในหลายเรื่องที่ผมกำลังตรวจสอบ

กู้เงินพิพัฒน์ 115 ล้าน

นอกจากนี้ DSI ยังตรวจสอบธุรกรรมซื้อขายคลังน้ำมันมูลค่ากว่า 9,000 ล้านบาท ซึ่งเกี่ยวข้องกับอีกบริษัทหนึ่งในเครือข่ายธุรกิจของครอบครัวสุขเจริญไกรศรี โดยมีข้อสงสัยเรื่องการประเมินมูลค่าทรัพย์สินสูงเกินจริงแต่เมื่อผมกลับไปตรวจสอบบริษัท สยามกัลฟ์ปิโตรเคมีคัล จำกัด อีกครั้ง ก็พบเรื่องที่คาดไม่ถึง

บริษัทแห่งนี้เคยได้รับเงินกู้ถึงสองครั้ง รวม 115 ล้านบาท ครั้งแรก 75 ล้านบาท เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2562 และครั้งที่สอง 40 ล้านบาท เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2563 โดยคิดดอกเบี้ยเพียง 3% ต่อปี ใครกันที่ให้บริษัทซึ่งมีผลขาดทุนสะสมมหาศาลกู้เงินจำนวนนี้?

ที่น่าประหลาดใจคือ ผู้ให้กู้รายนี้เป็นรองนายกรัฐมนตรีคนเดียวกับที่ได้รับมอบหมายให้มีบทบาทในการตรวจสอบผู้ค้าน้ำมันทั่วประเทศ และเป็นคนที่ขอเวลาหนึ่งสัปดาห์เพื่อหาคำตอบเรื่อง “ไอ้โม่งน้ำมัน” นั่นเอง! ผมเปิดดูชื่อผู้ให้กู้ในเอกสาร และชื่อที่ปรากฏก็คือ…นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จากพรรคภูมิใจไทย

ผมจึงมีคำถามถึงนายพิพัฒน์ว่า ในฐานะผู้มีบทบาทตรวจสอบผู้ค้าน้ำมันทั่วประเทศ ท่านได้เปิดเผยความสัมพันธ์ทางการเงินกับบริษัท สยามกัลฟ์ปิโตรเคมีคัล จำกัด ซึ่งมีลูกสาวของ “เสี่ยตือ คอสโม” เจ้าของบ่อนคาสิโนในปอยเปต เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่หรือไม่?

นอกจากความสัมพันธ์ทางการเงินผ่านเงินกู้ 115 ล้านบาทแล้ว ท่านมีความสัมพันธ์หรือความใกล้ชิดกับครอบครัวสุขเจริญไกรศรีในลักษณะอื่นอีกหรือไม่? และมีมาตรการอย่างไรเพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าการตรวจสอบธุรกิจน้ำมันจะเป็นไปอย่างอิสระ? ส่วนเรื่อง “ไอ้โม่งน้ำมัน” ที่เคยขอเวลาหนึ่งสัปดาห์นั้น รัฐบาลขยายผลไปถึงผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงแล้วหรือยัง?

ผมเริ่มต้นจากการตามหาเจ้าของบ่อนในปอยเปต แต่ยิ่งขุดลึกกลับยิ่งพบเรื่องที่คาดไม่ถึง ข้อกล่าวหาเสนอสินบนเดือนละ 40 ล้านบาทให้รัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย เงินบริจาค 1 ล้านบาทให้พรรคภูมิใจไทย และเงินกู้ 115 ล้านบาทจากรองนายกรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย!

ยังไม่รวมการตรวจสอบเรื่องกักตุนน้ำมัน คดีปลอมปนน้ำมันที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกครอบครัวเจ้าของบ่อน และธุรกรรมซื้อขายคลังน้ำมันกว่า 9,000 ล้านบาทที่ DSI กำลังตรวจสอบ

สามเรื่อง สามเส้นทางเงิน แต่กลับมีชื่อพรรคการเมืองเดียวกันปรากฏอยู่ทุกครั้ง! เรื่องบังเอิญเกิดขึ้นได้ แต่เมื่อเห็นข้อเท็จจริงเหล่านี้เรียงต่อกัน ผมอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า… ความใกล้ชิดกับกลุ่มอำนาจทางการเมือง ทำให้การปราบปรามเว็บพนันออนไลน์เป็นเรื่องยากหรือไม่?