‘โสภณ’ เห็นชอบแนวทางดำเนินงานของ กมธ.สามัญทั้ง 35 คณะ สั่งริบอำนาจประธานกมธ.ห้ามเรียกบุคคลมาชี้แจงตามอำเภอใจ โดยไม่มีมติกมธ.หากเรื่องใดคาบเกี่ยวการพิจารณาของกมธ. 2คณะขึ้นไป ให้กมธ.ที่เกี่ยวข้องหาข้อตกลงจะมอบอำนาจให้ชุดใดดำเนินการ ห้าม กมธ.ประชุมซ้ำซ้อนในเรื่องเดียวกัน
เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาถึงกรณีปัญหาความขัดแย้งเรื่องการใช้อำนาจของประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญ ทั้ง 35 ชุด ของสภาผู้แทนราษฎร ในการเรียกบุคคลต่างๆ มาให้ข้อมูลต่อ กมธ. ที่มีข้อถกเถียงเรื่องการใช้อำนาจประธาน กมธ.เรียกบุคคลมาชี้แจง โดยไม่ผ่านมติของ กมธ.นั้น ล่าสุด เมื่อวันที่ 21 ต.ค.ที่ผ่านมา มีการประชุมร่วมกันระหว่างประธานสภาผู้แทนราษฎรกับประธาน กมธ.ทั้ง 35 คณะ เพื่อหารือแนวทางการดำเนินงานของ กมธ.ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งเรื่องขอบเขตอำนาจหน้าที่ อำนาจการบรรจุระเบียบวาระการประชุม การกำหนดเรื่องพิจารณา การเชิญบุคคลหรือหน่วยงานมาให้ข้อมูล การใช้อำนาจเรียกของ กมธ.
โดยมีแนวทางข้อสรุปการดำเนินงานของ กมธ.ให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน ดังนี้
1.การตีความขอบเขตหน้าที่และอำนาจของ กมธ. จะต้องเป็นเรื่องที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของ กมธ. โดย กมธ.แต่ละคณะต้องตีความโดยเคร่งครัดตามตัวอักษร ควบคู่กับเจตนารมณ์ของกฎหมาย มิอาจตีความขยายขอบเขตอำนาจจนซ้ำซ้อนกับหน้าที่ของ กมธ.คณะอื่นได้ ทั้งนี้ หากการพิจารณาเรื่องใดเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ กมธ.ตั้งแต่ 2 คณะขึ้นไป จะให้เจ้าหน้าที่รายงานเรื่องดังกล่าวต่อประธานสภา เพื่อยุติการพิจารณาเรื่องดังกล่าวไว้ชั่วคราวก่อน และเรียกประชุมร่วมกันระหว่างประธานสภากับประธาน กมธ.คณะที่เกี่ยวข้อง ตกลงกันว่าจะให้ กมธ.ชุดใดพิจารณาเรื่องนั้นๆ หากไม่สามารถตกลงกันได้ ให้ประธานสภาเป็นผู้กำหนด
2.การนัดประชุมของ กมธ.ให้กำหนดโดยมติที่ประชุม กมธ.ในการประชุมนัดแรก เพื่อกำหนดการประชุม กมธ.ประจำสัปดาห์ และให้ประธาน กมธ.มีอำนาจนัดประชุมเป็นพิเศษได้ เมื่อเห็นสมควร หากเป็นเรื่องพิจารณาเร่งด่วน โดยมิใช่การนัดประชุมต่อเนื่องเป็นประจำทุกสัปดาห์
3.การบรรจุระเบียบวาระการประชุม ประธาน กมธ.ไม่อาจเปลี่ยนแปลงวาระการประชุมที่กำหนดโดยมติที่ประชุมได้ แม้ประธาน กมธ.จะมีอำนาจบรรจุระเบียบวาระการประชุมได้ แต่มิได้หมายความว่า จะใช้อำนาจดังกล่าวอย่างไม่มีข้อจำกัด โดยประธาน กมธ.ย่อมมีเพียงอำนาจบรรจุระเบียบวาระการประชุม กมธ.ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ของ กมธ. แต่ไม่มีอำนาจบรรจุระเบียบวาระพิจารณา หรือกำหนดให้เชิญบุคคล หรือหน่วยงานต่างๆ มาชี้แจง โดยไม่มีมติ กมธ.ได้
และ 4.การใช้อำนาจเรียกบุคคลหรือเอกสารของ กมธ. ไม่สามารถเรียกบุคคลหรือเอกสารได้ตามลำพัง ต้องอาศัยมติที่ประชุม กมธ.เท่านั้น แม้ในทางปฏิบัติ กมธ.อาจใช้ถ้อยคำว่า การเชิญ แทนการเรียก แต่ก็มีความหมายเดียวกันคือ การขอความร่วมมือโดยอาศัยฐานอำนาจตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ แต่หาก กมธ.ไม่ได้รับความร่วมมือจากบุคคลที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่เชิญ และประสงค์ให้เกิดสภาพบังคับทางกฎหมายแก่เจ้าหน้าที่รัฐ จะต้องดำเนินการเรียกบุคคลหรือเอกสารตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อำนาจเรียกของ กมธ.ของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ.2568
ทั้งนี้ ประธานสภาได้เห็นชอบแนวทางดังกล่าวแล้ว เตรียมส่งหนังสือเวียนไปยังประธาน กมธ.คณะต่างๆ เพื่อเป็นแนวทางการดำเนินงานของ กมธ.อย่างเป็นทางการต่อไป

