หน้าแรก การเมือง สภาฯ ยกเลิกแต...

สภาฯ ยกเลิกแต่ไม่จบ! ปชน. จี้รัฐทวนใบอนุญาตโรงงานขยะยุค คสช. ย้อนหลังทั้งหมด

4.11.26 | 09:25 น.

‘นฤมาศ’ ชี้คำสั่ง คสช. 4/2559 ปลดล็อกผังเมืองเปิดทางทุนขยะต่างชาติ แม้สภาฯ โหวตยกเลิก แต่โรงงานพิษนับพันยังไม่จบ จี้ ‘รัฐบาล’ ทบทวนใบอนุญาต ย้ำผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน น.ส.นฤมาศ เปี่ยมบัณฑิต ส.ส.ชลบุรี พรรคประชาชน กล่าวถึงวิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมและมลพิษอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคตะวันออกว่า ปัจจุบันประชาชนต้องเผชิญกับเหตุเพลิงไหม้โกดังเก็บกากอุตสาหกรรม ปัญหาน้ำเสีย และกลิ่นสารเคมีรั่วไหลอย่างต่อเนื่อง โดยเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เกิดเหตุกากสารเคมีจากโรงงานใน อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี รั่วไหลซ้ำเติมสถานการณ์น้ำท่วม จนนำไปสู่คำสั่งให้หยุดประกอบกิจการและสั่งปิดโรงงานหลายแห่ง


น.ส.นฤมาศ กล่าวต่อว่า การไล่ตามปิดโรงงานเป็นรายกรณีเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่ไม่ได้ตอบคำถามเชิงโครงสร้างว่า เหตุใดประเทศไทยจึงมีโรงงานคัดแยกและรีไซเคิลของเสียเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก และเหตุใดโรงงานเหล่านี้จึงสามารถไปตั้งอยู่ใจกลางพื้นที่เกษตรกรรม ริมแหล่งน้ำสาธารณะ และประชิดรั้วบ้านเรือนของประชาชนได้

น.ส.นฤมาศ กล่าวด้วยว่า จุดเริ่มต้นสำคัญของปัญหานี้มาจากการตัดสินใจเชิงนโยบายในอดีต โดยเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2559 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 4/2559 ยกเว้นการบังคับใช้กฎกระทรวงผังเมืองรวมให้กับกิจการบางประเภท โดยเฉพาะโรงงานในกลุ่มบำบัดและกำจัดของเสีย

น.ส.นฤมาศ กล่าวต่อว่า โรงงานอันตรายเหล่านี้จึงสามารถขอใบอนุญาตตั้งขึ้นที่ใดก็ได้ทั่วประเทศ ประกอบกับคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 9/2559 ที่เปิดทางให้ดำเนินโครงการบางประเภทได้ก่อนที่รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) จะได้รับความเห็นชอบ คำสั่งทั้งสองฉบับจึงทำหน้าที่เสมือนการเปิดประตูประเทศทิ้งไว้ ประจวบกับประเทศจีนประกาศนโยบาย National Sword ห้ามนำเข้าขยะมูลฝอยและเศษพลาสติกตั้งแต่ต้นปี 2561 ทำให้กลุ่มทุนและผู้ประกอบการขยะรีไซเคิลที่เคยปักหลักในจีนต้องหาฐานการผลิตแห่งใหม่ และประเทศไทยที่เพิ่งยกเว้นการบังคับใช้ผังเมืองกลายเป็นเป้าหมายหลัก

Advertisement

น.ส.นฤมาศ กล่าวด้วยว่า ข้อมูลชี้ชัดว่าโรงงานรีไซเคิลจำนวนมากที่ตั้งขึ้นในไทยช่วงปี 2560-2561 มีกลุ่มทุนจากจีนอยู่เบื้องหลังเพื่อหลบเลี่ยงกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดในประเทศต้นทาง ส่งผลให้ตัวเลขการนำเข้าเศษพลาสติกของไทยในปี 2561 พุ่งสูงขึ้นราว 8 เท่า ขณะที่ขยะอิเล็กทรอนิกส์ก็ไหลทะลักเข้ามาอย่างมหาศาล โดยที่มาตรการห้ามนำเข้าของรัฐบาลไทยกลับบังคับใช้ล่าช้าอย่างยิ่ง โดยแบนขยะอิเล็กทรอนิกส์ในเดือนกันยายน 2563 และเพิ่งมีคำสั่งห้ามนำเข้าเศษพลาสติกอย่างเด็ดขาดเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา ทำให้กลุ่มทุนเหล่านี้ตั้งหลักและขยายเครือข่ายโรงงานได้อย่างกว้างขวาง

น.ส.นฤมาศ กล่าวอีกว่า แม้เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2568 สภาผู้แทนราษฎรจะได้ลงมติเห็นชอบให้ยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 4/2559 โดยให้มีผลทันทีหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งถือเป็นการปิดประตูความเสียหายที่เปิดค้างมากว่า 9 ปีครึ่ง แต่การปิดประตูไม่ได้ทำให้โรงงานนับพันแห่งและสารพิษที่ตกค้างในดินและน้ำสูญสลายไป การแก้ปัญหาจึงต้องเดินหน้าต่อด้วยมาตรการเชิงรุก คือ 1.รัฐบาลต้องตรวจสอบและทบทวนใบอนุญาตทุกใบที่ออกภายใต้คำสั่ง 4/2559 ย้อนหลังทั้งหมด โดยเฉพาะโรงงานที่ตั้งขัดกับหลักการผังเมืองเดิม

น.ส.นฤมาศ กล่าวด้วยว่า 2.ตรวจสอบกระบวนการดำเนินงานจริงว่าประกอบกิจการตรงตามประเภทที่ได้รับอนุญาตหรือไม่ พร้อมเปิดเผยเส้นทางการออกใบอนุญาตให้สาธารณชนตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส 3.บังคับใช้หลักการ “ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่าย” (Polluter Pays Principle) ในการฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ไม่ใช่ปล่อยให้งบประมาณแผ่นดินและสุขภาพของประชาชนต้องมารับเคราะห์แทน และ 4.ยุติแนวคิดการขยายพื้นที่รองรับกากอุตสาหกรรมเพิ่มเติมในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จนกว่าจะมีมาตรการควบคุมและจัดการโรงงานที่มีอยู่เดิมได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยอย่างแท้จริง

น.ส.นฤมาศ กล่าวด้วยว่า ประเทศไทยต้องไม่ถูกแปรสภาพให้กลายเป็นสถานที่รองรับกากขยะและมลพิษของโลก และประชาชนในพื้นที่ไม่ควรต้องเป็นผู้แบกรับต้นทุนทางสุขภาพและความสูญเสียจากการตัดสินใจเชิงนโยบายที่ไม่เคยผ่านการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตั้งแต่ต้น