นิกร ชงแก้ข้อบังคับ ปธ.กมธ.ต้องโหวตเลือก ไม่ใช่โควตา เรียกคนแจง-แถลงข่าวต้องเป็นมติ
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 4 พฤศจิกายน ที่รัฐสภา นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย แถลงข่าวถึงกรณีการเสนอร่าง แก้ไขข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าเป็นการปิดกั้นการทำงานของฝ่ายค้านในส่วนคณะกรรมาธิการ ว่า ตนในฐานะผู้เสนอกฎหมายไม่ได้เสนอในเรื่องของกรรมาธิการเพียงอย่างเดียวเป็นแค่ส่วนหนึ่ง แต่มีทั้งหมด 15 ประเด็น ทั้งนี้ฝ่ายค้านได้มีการเสนอร่างแก้ไขข้อบังคับการประชุมมาทั้งหมด 3 ร่าง ตนเลยขอเสนอเพิ่มไปอีกหนึ่งร่าง และได้บรรจุเข้าไปในวาระการประชุมแล้ว
นายนิกร กล่าวว่า การเสนอครั้งนี้ เป็นองค์รวม 4 กรอบใหญ่ เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องของข้อบังคับปี 2562 ซึ่งรวบรวมข้อเสนอจากพรรคการเมืองและฝ่ายข้าราชการประจำ ได้แก่
1.กรอบการพัฒนากระบวนการนิติบัญญัติ ในด้านการรักษาความสมบูรณ์ของร่าง พ.ร.บ. ในกรณีที่สส. ลงชื่อเสนอร่างกฎหมายแต่เสียชีวิตหรือถูกร้องในภายหลัง นอกจากนี้ยังเสนอให้เปลี่ยนกรอบเวลาการแปรญัตติให้นับเฉพาะวันทำการ ไม่รวมวันเสาร์อาทิตย์ และยังกำหนดขั้นตอนในกระบวนการที่จะเสนอชื่อบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยให้ผู้ที่ถูกเสนอชื่อสามารถแสดงวิสัยทัศน์ได้เลย แม้จะเป็นบุคคลภายนอกสภา
2.กรอบการยกระดับระบบกระทู้ถามและเทคโนโลยีดิจิทัล โดยกำหนดเวลาถาม-ตอบ กระทู้ในสภาให้กระชับไม่เกิน 20 นาทีต่อกระทู้ และจัดระเบียบกระทู้ถามในห้องประชุมใหญ่ และห้องกระทู้ถามแยกเฉพาะให้ตรงจุด รวมถึงอนุญาตให้ใช้ระบบสารบรรณและสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศในการเสนอกระทู้และหนังสือนัดประชุม
3.กรอบการปฏิรูประบบคณะกรรมาธิการ เปิดช่องให้กรรมาธิการหลายคณะประชุมร่วมกันแก้ปัญหาซับซ้อนได้ และกำหนดกติกาเลือกประธานรองประธานหรือประธานกรรมาธิการที่โปร่งใส ผ่านการแสดงวิสัยทัศน์และการจับสลากเมื่อคะแนนเท่ากัน และแต่งตั้งนักกฎหมายนิติบัญญัติจากฝ่ายประจำมาเป็นผู้ช่วยเลขานุการกรรมาธิการเพื่อเสริมความรัดกุมทางกฎหมาย
4.กรอบความโปร่งใสและการคุ้มครองสิทธิ รองรับการถ่ายทอดสดการประชุมกรรมาธิการผ่านสื่อดิจิทัล พร้อมสร้างกลไกคุ้มครองสิทธิ์บุคคลภายนอกจากการถูกพาดพิงให้ได้รับความเสียหาย
นายนิกร กล่าวต่อว่า การดำเนินการดังกล่าวจึงต้องมีประเด็นเชิงเทคนิคเพื่อสร้างความสมดุล เพื่อป้องกันไม่ให้กรรมาธิการถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองส่วนบุคคล ร่างข้อบังคับๆ จึงวางกลไกสร้างความสมดุลไว้ดังนี้ คือ การออกหนังสือเรียกเอกสาร/บุคคล (ร่างข้อ 7 แก้ไขข้อ 97) กำหนดให้การออกหนังสือเรียกเอกสารหรือบุคคลต้องได้รับความเห็นชอบจาก มติที่ประชุมกรรมาธิการ เพื่อให้หนังสือเรียกออกในนามสภาอย่างทรงเกียรติและมีน้ำหนักทางกฎหมาย โดยป้องกันไม่ให้กรรมาธิการท่านใดท่านหนึ่งนำตราสภาไปใช้ออกหนังสือเรียกตามความพอใจส่วนตัวการกำหนดประเด็นศึกษาและการแถลงข่าว (ร่างข้อ 4 เพิ่มข้อ 92 วรรคสี่)
ส่วนการแถลงข่าวในนามคณะกรรมาธิการ ต้องได้รับมติเกินกึ่งหนึ่ง เพื่อให้ตรงกับมติขององค์คณะอย่างแท้จริง ส่วนการแถลงข่าวหรือให้สัมภาษณ์ในนามส่วนตัวหรือในนามพรรคการเมือง สส. ทุกท่านและประธานกรรมาธิการยังคงมีเสรีภาพทำได้เต็มที่ตามรัฐธรรมนูญ และการถ่ายทอดสดและการคุ้มครองประชาชน (ร่างข้อ 9 เพิ่มข้อ 98/2) ยืนยันหลักการเปิดเผยในการประชุมและอนุญาตให้ถ่ายทอดสดได้ แต่วางกลไกคุ้มครองสิทธิให้บุคคลภายนอกที่ถูกพาดพิงเสียหายจากการถ่ายทอดสด สามารถยื่นคำร้องขอชี้แจงแก้ไขความถูกต้องได้ภายใน 3 เดือน เพื่อสร้างธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบ
นายนิกร กล่าวว่า ตนจึงปฏิเสธต่อข้อกล่าวหา ว่ามีเจตนาปิดกั้นการตรวจสอบของฝ่ายค้าน เพราะหากไปดูในข้อบังคับปี 2562 ตนเป็นผู้เสนอให้ปลดล็อคเอกสารอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะก่อนหน้านี้จะต้องส่งข้อมูลและภาพรวมถึงคลิปต่างๆให้สภาตรวจสอบก่อน แต่ตนเป็นผู้เสนอว่าไม่ต้องตรวจสอบเอกสารหรือข้อมูลก่อน เพราะฝ่ายรัฐบาลจะไหวตัวทัน ถือเป็นการให้อำนาจกับฝ่ายค้าน นอกจากนี้ตนยังเห็นว่ากรรมาธิการไม่มีอำนาจในการเรียกมาชี้แจง จึงเป็นผู้ร่วมผลักดันในการแก้กฎหมายคำสั่งเรียกแบบที่สภาใช้อยู่ปัจจุบัน เพื่อติดอาวุธให้กรรมาธิการใช้ตรวจสอบฝ่ายบริหาร
นายนิกร กล่าวว่า เจตนารมณ์ของระบบกรรมาธิการ คือการเป็นองค์คณะตรวจสอบ ไม่ใช่อาวุธทำลายล้างทางการเมือง เพราะกรรมาธิการคือการทำงานเชิงระบบหากใช้อำนาจของกรรมาธิการผิดทาง หรือเกินเลยจะเกิดผลกระทบอย่างร้ายแรง ดังนั้นการทำหน้าที่กำกับดูแลฝ่ายบริหาร และการใช้อำนาจจึงต้องมีความรัดกุม และต้องเป็นมติของที่ประชุมไม่ใช่ว่าประธานจะชี้หรือทำอะไรก็ได้
นายนิกร กล่าวว่า ส่วนกรณีที่มีการกล่าวหาว่ารัฐบาลล็อคเสียงข้างมากไว้ทั้งหมด ยืนยันว่าไม่ใช่ หากใช้วิธีเสียงข้างมากจริง ฝ่ายรัฐบาลสามารถเป็นประธานคณะกรรมาธิการได้ทั้งหมด แต่เราจะเห็นว่าขณะนี้มีการแบ่งโควตาให้ฝ่ายค้าน ดังนั้นตนจึงเสนอว่าควรจะสลายความเป็นฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลในคณะกรรมาธิการ เพราะควรที่จะเป็นองค์คณะในการตรวจสอบ ทำหน้าที่ร่วมกันไป แต่ปัจจุบันกรรมาธิการบางคณะทำตัวเป็นฝ่ายค้าน ดังนั้นจึงต้องทำการตรวจสอบให้เสมอกัน

