‘นายกฯ’ ย้ำความมั่นคงคือเสถียรภาพต้องไปคู่กัน ยัน ครม.อนุทิน ‘ไม่มีมุ้ง ไม่มีพรรค มีแต่ทีมเดียวกัน’ ลั่น ‘ไม่มีเด็กพี่หนู-สายพี่หนู’ ชี้การเมืองต้องไม่แบ่งฝ่าย ขรก.เป็นเด็กใครต้องทำงานเป็นทีม บอกถ้าใส่หัวโขนถูกที่ทำการเมืองบริหาร ปท.ร่วมฝ่าย ขรก.เดินหน้าด้วยดี เมินพวกวิจารณ์ บอกผลสะท้อนตัวชี้วัด จัดลำดับประเทศไทย
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 5 พฤศจิกายน ที่สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ (วปอ.) เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานพิธีเปิดการศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่น 69 โดยนายกฯกล่าวเปิดการศึกษาภายใต้แนวคิด “บทบาทของภาครัฐ เอกชน และการเมืองในการรักษาความมั่นคงแห่งชาติ” ว่าความมั่นคงของชาติมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการเมือง ต้องเดินร่วมร่วมกัน เราต้องต่อยอดสร้างสรรค์ขึ้นมาด้วยฐานที่เรามี ความพร้อม ความสมบูรณ์เช่นนี้ จะอยู่คู่กับคำว่าความมั่นคงคือเสถียรภาพ มันต้องไปคู่กัน ต้องแข็งแรง ถ้าคนที่คอยกำกับดูแลไม่แข็งแรง มันก็ไปไม่ได้ มันก็จะเป็นสิ่งปลูกสร้างรกร้างเก่าๆ อาคารทั้งหลายมีความมั่นคง ออกแบบอย่างดี แต่เสถียรภาพไม่มี ภาคธุรกิจเงินไม่พอ ทุนไม่พอ แบงค์ไม่ให้กู้อาคารก็เป็นอาคารร้างภายในเวลาไม่กี่เดือนก็จะกลายเป็นอาคารเก่าและกลายเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ชำรุดสุดโทรมก็หาประโยชน์อะไรไม่ได้ เสถียรภาพของฝ่ายบริหาร ซึ่งตนให้ความสำคัญมาก เราต้องบริหารประเทศและเราต้องบริหารการเมืองให้ดีด้วย ตนให้ความสำคัญกับการบริหารการเมือง
นายกฯกล่าวว่า ดังนั้น ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของตนจึงไม่มีคำว่ามุ้ง ไม่มีคำว่าพรรค มีแต่คำว่าทีมเดียวกันเป็นรัฐบาลของประชาชน เป็นรัฐบาลของประเทศ เป้าหมายคือการสร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับประเทศชาติส่งเสริมซึ่งกันและกัน แต่ละกระทรวงต้องสนับสนุนภารกิจของอีกหลายกระทรวง หรือทุกกระทรวงว่าจะทำอย่างไรให้นโยบายของรัฐบาลได้ขับเคลื่อน และได้ดำเนินการไปด้วยความมีประสิทธิภาพในส่วนของข้าราชการประจำ เรามองว่าทุกท่านคือทีมไทยแลนด์ ทำงานต้องมีความราบรื่น มีความร่วมมือ มีเสถียรภาพทุกคนเข้าใจดีว่าเขาทำงานเพื่อบ้านเมือง

“ในยุคนี้ข้าราชการประจำไม่ต้องมาเล่นการเมืองเพราะเราพยายามจะเป็นอันเดียวกัน มันเป็นบทบาท มันไม่ใช่เจ้าของใคร จะไปคิดว่าคนนี้จะต้องเป็นเด็กคนนี้ เป็นสายให้คนนี้ตลอดไป ไม่มี ถามผมสิ ผมพ้นจากตำแหน่ง มท.1 ผมไปสนามบินต่างจังหวัดผมจะต้องเรียกว่าแทบจะต้องหายใจลึกๆ เพราะว่าคนหายไปไหนหมด ไม่รู้จากที่เคยมามืดฟ้ามัวดิน ฉะนั้น ไม่มีเด็กพี่หนู สายพี่หนู มีแต่พี่หนูเป็น มท.1 มีพี่หนูเป็นนายกฯ มีแต่พี่หนู เพราะฉะนั้นวันนี้พี่หนู ไม่มีเด็ก มีแต่ทีม และต้องทำความเข้าใจกับตัวเองว่ามาทำงานให้กับบ้านเมือง ทำงานให้กับประเทศชาติ จะเด็กเรา เด็กใคร เด็กเขา เขาทำงานได้ต้องทำหมด และปล่อยวางบทบาท เพราะเมื่อไหร่เราอาจจะต้องไปเป็นคนที่ต้องนั่งรอเขานานถึงชั่วโมงครึ่ง เพื่อขอพบท่านปลัดกระทรวงมหาดไทยก็ได้ใครจะไปรู้ เพราะฉะนั้นเราต้องดูว่าที่เราทำทำโดยหน้าที่ โดยภารกิจ โดยความรับผิดชอบ” นายกฯกล่าว
นายกฯกล่าวต่อว่า สิ่งที่ประชาชนเขาส่งมาให้ทำหน้าที่นั้นและมันต้องจบถ้าจะจบ มันต้องจบในหน้าที่ ไม่ใช่ลากต่อไป เป็นอดีตนายกฯแล้วยังจะไปเชิญคนโน้น คนนี้มาหาไม่ได้แล้ว ถ้าเราใส่หัวโขนให้ถูกที่ ทำการเมืองร่วมกันบริหารบ้านเมืองร่วมกันกับฝ่ายข้าราชการประจำมันจะทำได้ด้วยดี

“ผมกล้าพูดว่า ณ ขณะนี้ ปัจจุบันนี้ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในระบบการบริหารราชการแผ่นดินของประเทศไทย ผมใช้ทั้งประสบการณ์ ใช้ทั้งความสุข ใช้ทั้งความขมขื่น ใช้ทั้งความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบเข้ามาผสมผสานกัน และบริหารราชการแผ่นดิน ทุกวันนี้ผมได้รับความร่วมมืออย่างดีมากจากข้าราชการทุกภาคส่วน และท่านก็เห็นว่าการขับเคลื่อนการดำเนินการของรัฐบาลมันก็เป็นไปได้ด้วยดี มันสะท้อนออกมา ใครจะพูดอะไรก็แล้วแต่ ใครจะลงเฟตนิวส์ยังไงก็แล้วแต่ หรือใครจะวิพากษ์วิจารณ์ยังไงก็แล้วแต่ มันมีฝักมีฝ่าย เราไปห้ามตรงนั้นไม่ได้ แต่สิ่งที่มันโกหกไม่ได้และสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือตัวชี้วัดต่างๆ ที่มันออกมาจากการจัดลำดับประเทศไทย มูลค่าการส่งออกปีนี้เราโต 20 กว่าเปอร์เซ็นต์ ผลผลิตที่มันเพิ่มมากขึ้น จำนวนเงินลงทุนจากต่างชาติที่เพิ่มขึ้น การดูแลพี่น้องประชาชนที่เราดูแลได้มากขึ้น การเก็บภาษีที่เก็บได้เพิ่มขึ้น และเรื่องของแนวโน้มที่มันเป็นไปในเชิงบวก และหลายๆ อย่างประกอบกับสิ่งเหล่านี้ต่างหากคือสิ่งที่บอกว่ามันเป็นผลลัพธ์จากการร่วมมือกันเป็นทีมไทยแลนด์ เป็นทีมเดียวกัน ร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยจากทุกภาคส่วน” นายกฯกล่าว

