‘โรม’ แฉปืนที่ใช้ลอบยิง ‘กมลศักดิ์’ ยังไม่ถูกทำลาย ทร.อาจชี้แจงเท็จ เชื่อมีผู้มีอิทธิพลบงการ ทำกระบวนการยุติธรรมเป็นอัมพาต เหตุชุดสอบสวนภาค 9 เข้าไม่ถึงข้อมูลโทรศัพท์ หลังผู้การฯ เซ็นตั้งบุคคลนิรนาม ถือข้อมูลแทน สงสัย เหตุ DSI สั่งยุติการสอบสวน ทั้งที่ควรเป็นคดีพิเศษ
เมื่อเวลา 13.20 น. วันที่ 5 พฤศจิกายน ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม กมธ. พิจารณาศึกษาและการตรวจสอบการอำนวยความยุติธรรมกรณีคนร้ายใช้อาวุธปืนลอบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ว่า วันนี้ กมธ.มีมติเรียกผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส มาชี้แจง เนื่องจากมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องหลายเรื่องที่จะเป็นประโยชน์ในการสอบข้อเท็จจริง ซึ่งที่ผ่านมาเราเชิญไปหลายครั้งแต่ไม่เคยให้ความร่วมมือเลย ดังนั้น การที่เรามีมติใช้อำนาจเรียกหวังว่าจะได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และสามารถขยายผลไปถึงผู้ที่บงการหรืออยู่เบื้องหลัง
นายรังสิมันต์ กล่าวว่า กมธ.ยังมีมติเรียกคำพิพากษาของ นายสุนทร พรหมภักดี สำนวนการสอบสวนวินัยที่ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส สั่งสอบกรณีการใช้รถทางราชการ รวมถึงเรียกรายงานสอบข้อเท็จจริงเรื่องอาวุธปืนของกองทัพเรือ เพราะวันนี้เราต้องการความร่วมมือจากกองทัพเรือว่า ปืนที่ใช้ยิงนายกมลศักดิ์ เป็นของกองทัพเรือ ซึ่งกองทัพเรืออ้างว่าทำลายและฝังกลบแล้ว แต่ข้อมูลที่เราได้มาปรากฏว่าปืนดังกล่าวดูเหมือนว่าจะยังไม่ถูกทำลาย
ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าอาวุธปืนดังกล่าวถูกใช้ในการลอบยิง ทำให้ถูกตั้งคำถามว่าการชี้แจงของกองทัพเรือต่อ กมธ.เป็นการชี้แจงเท็จหรือไม่ และอาจนำไปสู่สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือ ปืนบางส่วนที่อ้างว่าถูกทำลายได้เข้าสู่ระบบและได้นำไปใช้กระทำผิดหลายกรณี เพราะอาจไม่ใช่ปืนแค่กระบอกเดียว แต่มีคำถามว่ามีปืนอื่น ๆ อีกมากน้อยแค่ไหนที่ถูกใช้ในลักษณะเดียวกัน

ส่วนเบอร์โทรศัพท์ ข้อมูลที่เรามีทางผู้ให้บริการเครือข่าย จะต้องส่งให้กับตำรวจภูธรภาค 9 ทุกวันอยู่แล้ว แต่ข้อมูลแวดล้อมเหล่านี้อาจเป็นประโยชน์ในการตามหาผู้กระทำความผิด ปรากฏว่าคณะสอบสวนของตำรวจภูธรภาค 9 และตำรวจ สภ.บาเจาะ กลับไม่สามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมากที่ไม่มีการเปิดเผยว่า คนที่สามารถเข้าถึงข้อมูลนี้ได้คือใคร เรารู้แค่ว่าผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 เป็นผู้เข้าถึงข้อมูลนี้ได้ แต่เราทราบมาว่ามีการแต่งตั้งให้บุคคลอื่นเข้าถึงข้อมูลนี้ ขณะที่หัวหน้าคณะสอบสวนกลับไม่สามารถตอบคำถามต่อ กมธ.ได้ว่าบุคคลนั้นคือใคร กลายเป็นว่าคณะสอบสวนไปขอข้อมูลจากเอกชนได้ง่ายกว่าข้อมูลที่ตนเองมีอยู่แล้ว การขยายผลจึงล่าช้าและข้อมูลอาจจะหมดอายุ ทั้งที่ข้อมูลเหล่านี้ควรจะถูกจัดเก็บอย่างน้อย 5 ปี แต่ผู้ที่มาชี้แจงกลับไม่ทราบว่าข้อมูลต้องเก็บนานแค่ไหน เชื่อว่าต้องเก็บไม่น้อยกว่า 90 วัน ซึ่งถือว่าน้อยมาก ดังนั้นจึงเชื่อว่าคดีนี้มีตัวผู้บงการใหญ่แน่ ๆ ถึงขนาดที่ทำใหhกระบวนการยุติธรรมเป็นอัมพาตได้ขนาดนี้
นอกจากนี้ยังดูเป็นเรื่องที่แปลก พนักงานสอบสวนเลือกที่จะตัดเบอร์โทรบางส่วน หรือเลือกที่จะไม่พิจารณาเบอร์โทร เพราะเราเชื่อว่ามีไม่น้อยกว่า 30 เบอร์โทรที่ควรจะมีการขยายผลและสืบสวนสอบสวนต่อไป ซึ่งเท่าที่ตนทราบเบอร์โทรหลักมีเพียง 11 เบอร์โทรที่เป็นสาระสำคัญที่จะเอาผิด
ส่วนกรณีปลอกกระสุนและที่ทราบกันว่ามีการสั่งไม่ฟ้อง นาวาตรีเดโช รัตนพันธุ์ ผู้ต้องหาในคดีนี้ ซึ่งเราก็หวังว่าจะต้องสั่งฟ้อง แต่ไม่ว่าอย่างไรสิ่งที่เป็นพิรุธในเรื่องนี้คือสำนวนที่ส่งไปถือว่าอ่อน ทำให้เกิดความเห็นที่ไม่ตรงกันระหว่างพนักงานสอบสวนกับอัยการ จึงเป็นอีกหนึ่งพิรุธว่ามีความพยายามในการตัดตอนให้ผู้ที่รับผิดคือ ผู้ที่ถูกจับกุมไปแล้ว แต่คนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้อาจจะไม่มีการขยายผล
นายรังสิมันต์ กล่าวว่า คดีนี้ไม่ใช่คดีธรรมดา แต่ใหญ่กว่าที่คิด คำถามคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังคือใคร วันนี้ขนาดระดับนายพลตำรวจยังตอบไม่ได้ว่า คนที่ถือกุญแจการเข้าถึงข้อมูลเบอร์โทรคือใคร ดังนั้นผู้ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้มีอิทธิพลแน่นอน
นายรังสิมันต์ ยังกล่าวถึงกรณีที่ก่อนหน้านี้กรมสอบสวนคดี (DSI) มีการตั้งองค์คณะเพื่อสืบสวนข้อเท็จจริงว่าจะเป็นคดีพิเศษหรือไม่ โดยมีการตั้งชุดองค์คณะเมื่อวันที่ 16 เม.ย.69 และวันที่ 17 เม.ย.69 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ไปพบนายกมลศักดิ์ ที่บ้านของนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา และมีการพูดคุยในภายหลัง จนวันที่ 21 เม.ย.69 กลับมีการสั่งยุติการสืบสวนของ DSI และหนึ่งในข้อมูลที่ปรากฏต่อ กมธ.ในวันนี้ มีการอ้างถึงข้อเท็จจริงว่า นายกฯ ได้ลงพื้นที่ และกำชับให้หน่วยงานต่างๆ ปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง คำถามคือภายใต้การกำชับของนายกฯ ไฉน จึงนำไปสู่การสั่งยุติการสืบสวนของ DSI ทั้งที่จริงๆ คดีนี้ควรถือเป็นคดีพิเศษ เพราะมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องและมีความซับซ้อน และเป็นคดีความมั่นคง ดังนั้นจึงมีความพยายามตัดตอนทำให้เรื่องนี้จบ โดยที่ความรับผิดอยู่ที่ไม่กี่คนเท่านั้น





