“อนุทิน” ดัน B20 ลดพึ่งนำเข้านํ้ามัน-เพิ่มรายได้เกษตรกร เผย ยอดใช้พุ่ง 9 ล้านลิตรต่อวัน หลังลดภาษี เร่งยกระดับมาตรฐานไทยเข้า OECD ปลื้ม “Google” พร้อมลงทุนไทยเพิ่ม
เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวในรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” ทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT ซึ่งออกอากาศทุกวันเสาร์เวลา 09.05 น. ถึงเรื่องความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศไทย ว่า เราได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ตั้งแต่เกิดวิกฤตการสู้รบในตะวันออกกลาง สิ่งที่กระทบเราที่สุด ไม่ใช่ปริมาณน้ำมันที่เราจะสามารถนำเข้า เพราะเราไม่ได้นำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางเพียงที่เดียว แต่เรามีแหล่งนำเข้าจากทั่วโลก สิ่งที่กระทบกับประเทศไทยเพียงอย่างเดียว คือราคาที่ผันผวน ส่วนไหนที่เราทำได้เพื่อให้ราคาน้ำมันหรือแก๊สลดลงได้ เราก็พยายามทำทุกวิถีทาง ทั้งมาตรการเรื่องภาษี และขอความร่วมมือจากโรงกลั่นให้ลดค่าการกลั่น ขอความร่วมมือประชาชน ให้หันมาใช้น้ำมันที่มีส่วนผสมทางชีวภาพมากขึ้น เช่นไบโอดีเซล B20 ซึ่งรัฐบาลได้ลดภาษีสรรพสามิตลงมา ทำให้ราคาน้ำมันไบโอดีเซล กับดีเซลธรรมดา ห่างกันเกือบลิตรละ 10 บาท เป็นการกระตุ้นและโน้มน้าวให้ประชาชนหันมาใช้มากขึ้น
ขณะเดียวกัน เกษตรกรที่ทำไร่ปาล์ม ก็จะได้รับความต้องการพืชผลปาล์มนํ้ามันมากขึ้น เพราะเราต้องนำปาล์มน้ำมันเหล่านี้ มาสกัดเป็นส่วนผสมกับน้ำมันไบโอดีเซล และยังมีการยืนยันว่า น้ำมันชนิดนี้ไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องจักร ที่ใช้ทุ่นแรงเกษตรกร หรือการทำความเร็วของระบบขนส่ง
นายอนุทิน กล่าวว่า ก่อนที่จะมีการลดภาษีสรรพสามิต มีการใช้ไบโอดีเซลอยู่ที่ 5-6 ล้านลิตรต่อวัน แต่พอเราลดภาษีแล้ว ประชาชนก็หันมาใช้เพิ่มมากขึ้น ขณะนี้อยู่ที่ 9 ล้านลิตรต่อวัน ทั้งนี้ ปัจจุบันมีการใช้น้ำมันดีเซล 50 ล้านลิตรต่อวัน หากเราขยับให้มีปริมาณการใช้ไบโอดีเซลอยู่ที่ 20% ก็จะทำให้ประหยัดการนำเข้าน้ำมันดิบถึง 4 ล้านลิตรต่อวัน 1 ปีก็จะทำให้ประหยัดเกือบ 1 แสนล้านบาท ซึ่งเราสามารถนำเงินในส่วนนั้น มาอุดหนุนและเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรของไทยได้
นายอนุทิน กล่าวว่า ในโลกที่ความมั่นคงอาหารกลับมามีความสำคัญ เกษตรกรไทยถือเป็นพระเอก ของประเทศ รัฐบาลจึงต้องสร้างเงื่อนไขให้เกษตรกรมีรายได้ต่อเนื่อง มีตลาดรองรับ และสามารถยืนอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งมาตรการชั่วคราวทุกครั้งที่ราคาสินค้าเกษตรผันผวน
นายอนุทิน ยังกล่าวถึงภาพเศรษฐกิจด้านการลงทุนจากต่างประเทศ ว่า ไทยกำลังเร่งยกระดับมาตรฐานประเทศเพื่อเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ซึ่งจะทำให้กติกาธุรกิจ ความโปร่งใส และธรรมาภิบาลของไทยใกล้มาตรฐานสากลมากขึ้น โดยรัฐบาลยังเดินหน้า Thailand Fast Track ให้นักลงทุนติดต่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เป็นจุดเดียว ลดขั้นตอนการประสานหลายหน่วยงาน พร้อมใช้นโยบายดังกล่าวแก้ข้อจำกัดที่เคยทำให้นักลงทุนเสียเวลา และสร้างความมั่นใจว่าการลงทุนในไทยจะไม่เผชิญการเลือกปฏิบัติ
นายอนุทิน ยังเปิดเผยถึงการหารือกับผู้บริหารบริษัท Google ว่า บริษัทมีความพร้อมลงทุนในประเทศไทยเพิ่มเติม และมองว่าจุดแข็งของไทยไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนแรงงานราคาถูกอีกต่อไป แต่อยู่ที่คุณภาพคนไทยซึ่งสามารถยกระดับทักษะต่อยอดสู่เศรษฐกิจ AI ได้ รวมถึงทำเล โครงสร้างพื้นฐาน และระบบโลจิสติกส์
“ไม่ให้ AI คุมเรา เราต้องคุม AI นี่เป็นนโยบาย ไม่ให้ AI มาทำให้ประชาชนชาวไทยตกงาน เพราะฉะนั้นเราต้องคุม AI ให้ได้ นักลงทุนที่เข้ามาต้องสร้างการจ้างงานและถ่ายทอดโอกาสให้แรงงานไทย ไม่ใช่เพียงนำเงินทุนเข้ามาอย่างเดียว” นายอนุทิน กล่าว
นายอนุทิน กล่าวว่า นักลงทุนจำนวนหนึ่งที่เริ่มลงทุนในไทยเพียงเฟสแรกหรือเฟส 2 ได้นำแผนขยายไปถึงเฟส 7-8 มาแสดงให้รัฐบาลเห็น สะท้อนความตั้งใจใช้ประเทศไทยเป็นฐานระยะยาว โดยมีเสถียรภาพทางการเมือง โครงสร้างพื้นฐาน ระบบกระจายสินค้า และเครือข่ายภูมิภาคเป็นปัจจัยสำคัญ
นายอนุทิน กล่าวอีกว่า โจทย์สำคัญจากนี้คือประเทศไทยต้องไม่สะดุดขาตัวเอง หลังสร้างความเชื่อมั่นในสายตานักลงทุนได้แล้ว ท่ามกลางโลกที่ความมั่นคงด้านอาหาร พลังงาน เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์กำลังเชื่อมโยงกัน ประเทศที่มีฐานการผลิต มีทรัพยากร และวางกติกาได้มั่นคงจะเป็นฝ่ายได้เปรียบ

