ในที่สุดสภากรุงเทพมหานครก็ก้าวหน้าไปอีกขั้น เมื่อได้ ‘มติเอกฉันท์’ ไฟเขียวให้ถ่ายทอดสดการประชุมทุกนัด เปิดข้อมูลทุกมติ ทั้งยังเพิ่มสิทธิผู้พิการให้เข้าถึงได้ ทั้งจัด ‘ล่ามภาษามือ’ และจัดทำเอกสาร ‘อักษรเบรล’ ในเรื่องสำคัญๆ
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อศุกร์ที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยสาม (ครั้งที่ 2) ณ ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง
กว่าจะมาถึงจุดนี้ ต้องย้อนไปในจุดเริ่มต้นที่เป้าหมาย ‘สภา กทม.โปร่งใส’ อันเป็นวิสัยทัศน์ของ ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตบางซื่อ สมัยที่ 2 เมื่อครั้งพรรคประชาชนเปิดตัวเป็นผู้อาสานั่งเก้าอี้ประธานสภากรุงเทพมหานครคนใหม่ สุดท้าย สมหวังอย่างไม่เซอร์ไพรส์ ไม่มีใครหักปากกาเซียน
ครั้นเมื่อมาถึงการประชุมสภา กทม.สมัยประชุมสามัญ สมัยที่สาม (ครั้งที่ 1) เมื่อวันพุธที่ 22 กรกฎาคม ฉัตรชัย หมอดี ส.ก.บางนา เสนอญัตติร่างข้อบังคับการประชุมสภากรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. … ซึ่งสภา
กทม.ก็พร้อมใจ ‘เห็นชอบ’ วาระแรก เปิดทางถ่ายทอดสด พร้อมตั้งกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 5 วัน ทว่า ก่อนกดปุ่มเห็นชอบ ก็ถกกันเข้มข้น
ถกเดือด 2 มุม ยกระดับ ‘โปร่งใส’
แต่ ‘ทัวร์ลง-เจอฟ้อง’ ทำไง? ไม่มีเอกสิทธิ์เหมือน ส.ส.
เริ่มที่ตัวเปิดอย่าง ฉัตรชัย ส.ก.บางนา ที่กล่าวภาพรวมว่า การแก้ไขข้อบังคับครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่ของ ส.ก. และเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถตรวจสอบการทำงานได้มากขึ้น ผ่านการกำหนดให้มีการถ่ายทอดสดการประชุม การเปิดเผยผลการลงมติของสมาชิก รวมถึงการปรับปรุงข้อบังคับให้สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล อาศัยอำนาจตามมาตรา 29 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528
ก่อนที่ นภาพล จีระกุล ส.ก.เขตบางกอกน้อยหลายสมัย ลุกขึ้นอภิปรายว่า โดยหลักการเห็นด้วยกับการเปิดเผยการทำงานของสภา แต่แสดงความกังวลเกี่ยวกับการถ่ายทอดสดการประชุม เนื่องจากสมาชิกสภากรุงเทพมหานครไม่มีเอกสิทธิ์คุ้มครองเช่นเดียวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จึงตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบหากเกิดผลกระทบทางกฎหมายจากการถ่ายทอดสด เช่นเดียวกับ วิรัช คงคาเขตร ส.ก.เขตบางกอกใหญ่ ที่มาด้วยอุณหภูมิค่อนข้างร้อนแรง โดยย้ำว่า บริบทการทำงานของ ส.ก.แตกต่างจาก ส.ส. เนื่องจาก ส.ก.ต้องปฏิบัติหน้าที่ทั้งในพื้นที่ เข้าร่วมประชุมสภา และประชุมคณะกรรมการ โดยไม่มีผู้ช่วยหรือนักวิชาการสนับสนุน จึงอาจเกิดข้อวิจารณ์หากไม่สามารถเข้าร่วมการประชุมในบางครั้ง
พูดง่ายๆ ว่า เสี่ยงทัวร์ลง!
มาถึงตรงนี้ เนอส ภัทราภรณ์ เปิดไมค์ชี้แจงว่า ไม่สามารถควบคุมความคิดเห็นของประชาชนในโซเชียลได้ พร้อมระบุว่าการทำหน้าที่ผู้แทนย่อมต้องพร้อมรับทั้งคำชื่นชมและคำวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชน
สรุปคือ ต้องมีสกิลรับได้ทั้งดอกไม้และก้อนอิฐ ด้าน วิพุธ ศรีวะอุไร ส.ก.เขตบางรัก สมัย 2 สนับสนุนหลักการของร่างดังกล่าว โดยเห็นว่าจะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลการทำงานของสภาได้มากขึ้น พร้อมเสนอเพิ่มเติมให้กำหนดการเผยแพร่รายงานการประชุมสภาภายหลังได้รับการรับรองแล้วผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่นเดียวกับข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงเสนอให้เปิดเผยรายงานการประชุมของคณะกรรมการ เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามสาระการพิจารณาและการแก้ไขปัญหาของแต่ละคณะกรรมการได้
ส่วน มธุรส เบนท์ ส.ก.เขตสะพานสูงอีกสมัย ก็สนับสนุนการแก้ไขข้อบังคับใน 2 ประเด็น ได้แก่ การเปิดเผยร่างข้อบัญญัติและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพิ่มเติม โดยให้เพิ่มบทบัญญัติที่เปิดโอกาสให้สภาหรือคณะกรรมการจัดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างข้อบัญญัติได้ รวมทั้งเสนอให้กำหนดหน้าที่ของประธานสภาในการจัดให้มีการถ่ายทอดสดการประชุม พร้อมจัดล่ามภาษามือ เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงข้อมูลของประชาชนและผู้พิการทางการได้ยิน
นอกจากนี้ ยังมีเหล่า ส.ก.ลุกคอมเมนต์อีกมากมาย ก่อนที่สุดท้าย มีมติ 37 เสียง ต่อ 2 เสียง เห็นชอบรับหลักการของร่างข้อบังคับการประชุมสภากรุงเทพมหานครในวาระแรก พร้อมตั้งคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาร่างข้อบังคับการประชุมสภากรุงเทพมหานคร ฉบับที่.. พ.ศ. … จำนวน 12 คน กำหนดระยะเวลาแปรญัตติ 2 วัน และพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 5 วัน
ฉลุย 40 เสียง ‘เห็นชอบ’
ร่างข้อบังคับประชุมสภา ฉบับใหม่
ตัดภาพมายังการประชุมสภา กทม.สมัยประชุมสามัญ สมัยสาม (ครั้งที่ 2) เมื่อศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม ซึ่งมีการได้พิจารณาญัตติร่างข้อบังคับการประชุมสภา กทม. (ฉบับที่ ..) พ.ศ. … ในวาระที่สองและวาระที่สาม ฉัตรชัย ส.ก.บางนา ในฐานะประธานคณะกรรมการวิสามัญฯ รายงานผลการพิจารณาว่า ไม่มีผู้เสนอหรือสงวนความเห็น และไม่มีสมาชิกสภากรุงเทพมหานครยื่นคำแปรญัตติ คณะกรรมการวิสามัญฯ จึงขอขอบคุณทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
สมชาย เต็มไพบูลย์กุล ส.ก.เขตคลองสานอีกสมัย ลุกขึ้นสะกิดว่า การถ่ายทอดสดยังมีประเด็นเรื่องผู้รับผิดชอบ หากใช้งบประมาณของกรุงเทพมหานครดำเนินการ และเกิดกรณีถูกฟ้องร้องฐานหมิ่นประมาท ผู้ควบคุมการถ่ายทอดจะต้องรับผิดหรือไม่ พร้อมเปรียบเทียบกับคดีการพนันที่เจ้าของสถานที่อาจต้องร่วมรับผิด จึงเห็นว่าไม่ควรมองว่าเป็นเรื่องเล็ก เพราะอาจก่อให้เกิดปัญหาในอนาคต
ท้ายที่สุด ที่ประชุมมีมติ ‘เห็นชอบ’ ร่างข้อบังคับการประชุมดังกล่าว ด้วยคะแนนเห็นชอบ 40 เสียง งดออกเสียง 4 เสียง จากผู้ลงคะแนน 44 คน
โลกเปลี่ยน ประชาชนคาดหวัง
เสนอแก้ข้อบังคับ เปิดให้หมด ‘รายงานประชุม’
ขยับมายังภาคบ่ายวันเดียวกัน มีการพิจารณาญัตติของ วิพุธ ศรีวะอุไร ส.ก.เขตบางรัก เรื่องร่างข้อบังคับการประชุมสภากรุงเทพมหานครเพื่อแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. … โดยเจ้าตัวให้เหตุผลว่าเป็นไปเพื่อส่งเสริมข้อมูลข่าวสารและการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมทั้งสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของ ส.ก. และการปฏิบัติหน้าที่ของสภา กทม. จึงกำหนดให้มีการ ‘ถ่ายทอดสด’ ประชุมสภา กทม. พร้อมจัดให้มีล่ามภาษามือ การเปิดเผยรายงานการประชุม ผลการประชุม การพิจารณาของคณะกรรมการ ตลอดจนการเปิดเผยร่างข้อบังคับ และการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน จึงจำเป็นต้องตราข้อบังคับการประชุมนี้
ส.ก.บางรักลงรายละเอียดว่า ที่ผ่านมาสภา กทม.ยึดมั่นปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส และมุ่งมั่นทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนมาโดยตลอด แต่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ความคาดหวังของประชาชนก็เปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน วันนี้ไม่ได้คาดหวังให้เพียงสภาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ยังหวังให้สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ติดตามการทำงาน และมีส่วนร่วมต่อการตัดสินใจของสภาด้วย ตนเชื่อว่าตรงนี้เป็นช่องว่างที่สภาสามารถพัฒนาไปได้อีกหนึ่งก้าว การเสนอของตนวันนี้ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงหลักการการทำงานของสภา แต่เป็นการต่อยอดสิ่งที่ทำอยู่แล้วให้ประชาชนเข้าถึง มีส่วนร่วมและติดตามการทำงานได้มากขึ้น จึงเสนอให้แก้ไขข้อบังคับการประชุมสภา กทม. 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
1.การเปิดเผยรายงานการประชุมสภา กทม. เมื่อรายงานได้รับการรับรองแล้ว ประชาชนควรสามารถเข้าถึงได้สะดวกเพื่อรับรู้ว่าสภาได้อภิปรายหรือเสนอแนะและมีมติในเรื่องใดบ้างเพราะในรายงานการประชุมถือเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์สำคัญต่อการติดตามและตรวจสอบการทำงานของผู้แทนที่ประชาชนเลือกเข้ามา
2.การเปิดเผยรายงานและผลการดำเนินงานของคณะกรรมการซึ่งคณะกรรมการใช้เวลาศึกษารับฟังข้อมูลจากหน่วยงาน ผู้เชี่ยวชาญและผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก การเปิดเผยผลการดำเนินงานเหล่านี้จะทำให้ข้อเสนอแนะที่ผ่านการศึกษาอย่างรอบด้านไม่หยุดอยู่เพียงแค่ในห้องประชุม แต่สามารถนำไปใช้ประโยชน์และต่อยอดเพื่อสาธารณะได้
3.การจัดให้มีล่ามภาษามือระหว่างการถ่ายทอดสดการประชุมสภา เชื่อว่าการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเป็นสิทธิของประชาชนทุกคนรวมถึงบุคคลที่บกพร่องทางการได้ยิน ที่ควรสามารถติดตามการประชุมสภาได้อย่างเท่าเทียม การจัดให้มีล่ามภาษามือจึงเป็นการขยายโอกาสการเข้าถึงข้อมูลและสะท้อนให้เห็นว่าสภา กทม.ให้ความสำคัญกับประชาชนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม
4.การเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก่อนพิจารณาร่างข้อบัญญัติ ซึ่งข้อบัญญัติทุกฉบับย่อมมีผลกระทบต่อชีวิตของประชาชน ดังนั้น การเปิดให้ประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องได้ร่วมแสดงความคิดเห็นตั้งแต่ต้น จะช่วยให้ข้อบัญญัติมีความรอบคอบสอดคล้องกับข้อเท็จจริง และตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาของเมืองได้ดียิ่งขึ้น
ฟังเรียลไทม์ ไม่ใช่แนวคิดใหม่ ไม่เกินกฎหมายกำหนด
ยกมาตรฐานสากลหลากมหานครเอเชีย
จากนั้น ส.ก.หลายรายอภิปรายสนับสนุนญัตติ โดยนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจหลายประการ อาทิ ปิยวัช รังผึ้ง ส.ก.เขตราษฎร์บูรณะ หน้าใหม่สมัยแรก ร่ายยาวประโยชน์มหาศาลของการไลฟ์ ทั้งยังเสนอให้จัดเก็บข้อมูลการประชุมอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ค้นหาและติดตามย้อนหลังได้ง่าย รวมถึงเชื่อมโยงกับระบบ Open Data โดยชี้ว่าทั้ง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ และโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีของ กทม.รองรับการดำเนินการอยู่แล้ว
“สาระสำคัญของการไลฟ์สด คือ 1.ความโปร่งใส (transparency) ประชาชนสามารถเห็นข้อมูลได้เองโดยไม่ต้องรับฟังจากการเล่าต่อ 2.ความรับผิดชอบต่อสาธารณะ เมื่อการประชุมถูกเปิดเผย สมาชิกทุกท่านต้องอภิปรายเหตุผลในการตัดสินใจอย่างตรงไปตรงมา
ปัจจุบันข้อมูลสภายังอยู่ในลักษณะที่เข้าถึงได้ค่อนข้างยาก ต้องค้นหาเอกสารหลายส่วน บางครั้งไม่ทราบว่าจะค้นหาได้จากที่ใด และข้อมูลยังไม่เชื่อมโยงกัน ถ้าเรามีระบบถ่ายทอดสดแล้วจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ ประชาชนจะสามารถติดตามย้อนหลังและค้นหาประเด็นที่สนใจ เพื่อนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ได้ ประชาชนสามารถรับฟังได้แบบเรียลไทม์ รวมถึงหากพลาดก็สามารถย้อนชมได้ นอกจากนี้ ยังเป็นรากฐานข้อมูลที่สำคัญสำหรับวิชาการ สื่อมวลชน และประชาชน ในการศึกษาการทำงานของสภา กทม.ในระยะยาว” ปิยวัชกล่าว
จากนั้น ย้ำว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แนวคิดใหม่และไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยหยิบยกฐานกฎหมายที่รองรับอยู่แล้ว อาทิ ‘พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540’, มาตรา 9 (1) คำวินิจฉัยที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน มาตรา 9 (3) แผนงานและงบประมาณ, มาตรา 9 (7) มติของสภากรุงเทพมหานคร ดังนั้น ญัตตินี้จึงทำให้สิทธิของประชาชนเกิดขึ้นได้จริงมากขึ้น
ไม่เพียงเท่านั้น ยังโชว์มาตรฐานสากลของมหานคร โดยเปรียบเทียบกับหลายเมืองในทวีปเอเชีย อาทิ สภาโตเกียว สภากรุงโซล โดยเฉพาะในเรื่องความสามารถของระบบ ทั้งในแง่ของ 1.บันทึกการประชุมอิเล็กทรอนิกส์ 2.การค้นหาตามปี/สมัย/คณะกรรมการ 3.ค้นหาตามรายชื่อสมาชิกสภา และ 4.เชื่อมโยงกับวิดีโอบันทึกการประชุม ขณะที่สภา กทม.ในรูปแบบปัจจุบันไม่สามารถค้นหาตามรายชื่อสมาชิก หรือเชื่อมโยงกับวิดีโอการประชุมได้
ต่อมา ส.ก.ราษฎร์บูรณะได้อธิบายประเด็นข้อกังวลในเรื่องระบบเทคโนโลยี ที่บ่งชี้ว่าในประเทศไทยมีระบบโครงสร้างพื้นฐานพร้อมรองรับอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540, หรือ data.co.th ซึ่งเป็นศูนย์กลางข้อมูลเปิดภาครัฐ โดย กทม.สามารถเชื่อมโยงชุดข้อมูลเข้าไปได้ทันที ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์
เมื่อมีข้อมูลในรูปแบบดิจิทัลแล้ว จะสามารถต่อยอดสู่ยุค ‘Open data’ ซึ่งไม่ใช่บันทึกการประชุมเพียงรูปแบบไฟล์ PDF แต่ต้องเป็นไฟล์ CSV หรือ JSON ซึ่งนักวิจัยและสื่อ สามารถนำข้อมูลไปวิเคราะห์และติดตามการทำงานต่อได้ จนถึงผู้พัฒนา ที่จะสามารถสร้างเครื่องมือใหม่ๆ เพื่อประโยชน์ต่อสังคมได้อีกด้วย
“เรามองภาพใหญ่เมื่อมีการเปิดการประชุม ก็จะเกิดการเก็บรวบรวมข้อมูลข่าวสารอย่างเป็นระบบ และพัฒนาไปเป็น Open Data ได้ ทั้ง 3 ขั้นตอนนี้เชื่อมโยงกัน และจะนำไปสู่การตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น”
รายงานการประชุมไม่ใช่แค่บันทึกประจำวัน แต่คือ ความทรงจำของเมือง เป็นหลักฐานของการตัดสินใจและเป็นข้อมูลที่ประชาชนคนเข้าถึงได้อย่างสะดวก
“การถ่ายทอดสดการประชุมสภากรุงเทพมหานคร จึงเป็นการยกระดับมาตรฐานความโปร่งใส การมีส่วนร่วมของประชาชนและพัฒนาไปสู่การบริหารเมืองด้วยข้อมูลเปิด ด้วยเหตุนี้ ผมจึงร่วมสนับสนุนญัตตินี้” ปิยวัชทิ้งท้าย
ล่ามภาษามือต้องมี อักษรเบรลต้องมา
ย้ำ ไทยให้สัตยาบัน ‘อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ’
อีกแง่มุมน่าสนใจ มาจาก ณัฐนนท์ นาคหล่อ ส.ส.เขตทวีวัฒนา ซึ่งกล่าวเสริมเพื่อสนับสนุนญัตติดังกล่าว โดยหยิบยกหนึ่งในวาระผูกพัน คือการที่ประเทศไทยลงนามให้สัตยาบัน ใน ‘อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ แห่งสหประชาชาติ’ ซึ่งรับรองหลักการสำคัญไว้อย่างชัดเจนว่า สิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและการเรียนส่วนร่วมทางการเมืองเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนพึงได้รับอย่างเท่าเทียมกัน โดยปราศจากอุปสรรคทางกายภาพ
ซึ่งไทยเองก็ได้มีการออก พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ในปี 2551 ที่ได้มีการวางหลักไว้อย่างชัดเจนเช่นเดียวกันในมาตรา 20 (7) ในเรื่องของ ‘ล่ามภาษามือ’ ซึ่งก่อนที่จะให้สัตยาบัน ก็ได้ออก พ.ร.บ.นี้เรียบร้อยแล้ว
“การเมืองท้องถิ่นเป็นเรื่องที่ใกล้ชิดพี่น้องประชาชน การตัดสินใจทุกอย่าง ณ ที่นี้จึงกระทบชีวิตของพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก กระทบชีวิตพี่น้องประชาชนตั้งแต่เรื่องถนนหนทาง ฟุตปาธ ขยะหน้าบ้าน ไปจนถึงกฎหมายต่างๆ และงบประมาณจากภาษีพี่น้องประชาชน สภา กทม.แห่งนี้จะเป็นสภาของทุกคนไม่ได้เลย ถ้าเรายังคงละเลยและทอดทิ้งพี่น้องคนพิการให้อยู่ในความเงียบ ให้เข้าถึงข้อมูลได้อย่างไม่เต็มที่” ณัฐนนท์ชี้
จากนั้นนำเสนอตัวอย่าง ‘สภาท้องถิ่น’ ในต่างประเทศ อาทิ
‘สภานครนิวยอร์ก’ มีกฎหมายท้องถิ่นบังคับให้การประชุมสภาเมือง รวมถึงการรับความเสี่ยงสูงสาธารณะต้องมีล่ามภาษามือ ถ่ายทอดสดควบคู่กันเสมอ รวมถึง สามารถรับเอกสารที่สำคัญในรูปแบบของ
อักษรเบรลได้ตามคำเรียกร้องของประชาชน
‘สภากรุงลอนดอน’ มีมาตรฐานเช่นเดียวกันครอบคลุมการเข้าถึงทั้งถ่ายทอดสด ที่ต้องมีล่ามภาษามือและจัดทำสื่อรองรับคนทุกกลุ่ม เช่น ผู้พิการทางสายตา เพื่อให้มีส่วนร่วมได้อย่างเต็มที่
‘สภานครบริสเบน’ ที่มีการจัดทำรายงานสรุปการประชุม และข้อบังคับมือเป็นสื่ออักษรเบรล รวมถึงไฟล์ดิจิทัลที่อ่านด้วยเครื่องได้
“ตัวอย่างเหล่านี้เป็นการออกแบบสภาที่เข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมกันทั้งระบบ จึงขอเสนอแนะ สำหรับกลุ่มผู้พิการทางการได้ยิน สภา กทม.ของเราควรมีการถ่ายทอดสดที่มีระบบรองรับชัดเจน
ทั้งการจัดทำคำบรรยายสดและล่ามภาษามือในทุกการประชุม รวมถึงกำหนดให้เอกสารและข้อมูลสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นรายงานการประชุม, เอกสารงบ หรือร่างข้อบัญญัติต่างๆ สามารถขอรับได้ และไฟล์ดิจิทัลมาตรฐาน ที่ใช้เครื่องอ่านหน้าจอและเครื่องอ่านเบรล” ณัฐนนท์กล่าว
ขณะที่ วิรัช คงคาเขตร ส.ก.เขตบางกอกใหญ่เจ้าเก่า ผู้เคยแสดงข้อกังวลและความเห็นต่าง ก็ลุกขึ้นกล่าวสนับสนุน
“เพื่อให้การทำงานของสภามีความโปร่งใส จะได้ลดบทบาทของ ป.ป.ช.ลงบ้าง แต่เป็นห่วงว่าการจะก้าวไปนั้นต้องดูองคาพยพเราด้วย คืองบประมาณและบุคลากร โดยเฉพาะสำนักงานเลขานุการสภา กทม.มีความพร้อมหรือไม่ หลายเรื่องที่เราทำเกิดประโยชน์มากมายและเปิดเผยมาตลอด หากมีความพร้อมเดินหน้าต่อไปได้เลย” วิรัชร่วมไฟเขียว
กระทั่งประชุมได้มติ ‘เห็นชอบ’ รับหลักการอย่างเป็นเอกฉันท์ 42 เสียง พร้อมทั้งเห็นชอบให้มีการพิจารณาสามวาระรวด 42 เสียง โดยในการพิจารณาวาระสองไม่มีสมาชิกขอแปรญัตติ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบวาระสาม ด้วยคะแนนเสียง 40 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง
ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบให้ประกาศใช้เป็นข้อบังคับการประชุมสภากรุงเทพมหานคร และให้สำนักงานเลขานุการสภากรุงเทพมหานคร ส่งประกาศเป็นราชกิจจานุเบกษาต่อไป
ทีมข่าวเฉพาะกิจ

