จัดงานรวมขุนพลคนก่อสร้าง ปักหมุดไทย ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเอเชีย

7.08.26 | 15:21 น.

จัดงานรวมขุนพลคนก่อสร้าง ปักหมุดไทย ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเอเชีย

BITEC เตรียมเป็นศูนย์กลางระบบนิเวศก่อสร้างแห่งเอเชีย 11-13 พฤศจิกายน 2569 เชื่อมผู้กำหนดนโยบาย นักลงทุน เจ้าของโครงการ วิศวกร สถาปนิก ผู้รับเหมา ผู้ผลิตวัสดุ และเทคโนโลยีจากกว่า 30 ประเทศ ด้านประธาน Advisory Board ชูแนวคิด “ทุกคนคือคู่ค้า มากกว่าคู่แข่ง”


อุตสาหกรรมก่อสร้างทั่วโลกกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ จากการแข่งขันที่เคยให้ความสำคัญกับต้นทุนและราคาเป็นหลัก ก้าวเข้าสู่การแข่งขันด้วย เทคโนโลยี นวัตกรรม ประสิทธิภาพ ความยั่งยืน และการลดการปล่อยคาร์บอน ซึ่งกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เมืองแห่งอนาคต และขีดความสามารถทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ

ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดงาน Future Build Asia 2026 เวทีประชุมและนิทรรศการนานาชาติด้านอุตสาหกรรมก่อสร้าง ที่มุ่งเชื่อมโยงผู้มีบทบาททุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้กำหนดนโยบาย นักลงทุน เจ้าของโครงการ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ผู้ออกแบบ วิศวกร สถาปนิก ผู้รับเหมา ผู้ผลิตวัสดุ ผู้พัฒนาเทคโนโลยี หน่วยงานภาครัฐ ไปจนถึงสถาบันการเงิน ประกันภัย โลจิสติกส์ และสถาบันการศึกษา

งาน FutureBuild Asia 2026 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-13 พฤศจิกายน 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิด “Shaping the Future of Construction in Asia: Bridging Professionals, Stakeholders and Technologies” หัวใจสำคัญของการจัดงานคือการสร้างแพลตฟอร์มเชื่อมโยงระบบนิเวศอุตสาหกรรมก่อสร้าง หรือ Bridge the Ecosystem ให้ผู้เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ได้พบปะ แลกเปลี่ยน และต่อยอดความร่วมมือทางธุรกิจร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม

Advertisement

งานนี้ยังตั้งเป้าผลักดันอนาคตของอุตสาหกรรมก่อสร้าง บูรณาการนวัตกรรมกับความยั่งยืน ยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเชื่อมต่อกับเครือข่ายระดับภูมิภาคและระดับโลก
รวมมืออาชีพกว่า 8,000 คน ผู้จัดแสดงกว่า 300 ราย จาก 30 ประเทศ FutureBuild Asia 2026 คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานระดับมืออาชีพกว่า 8,000 คน พร้อมผู้จัดแสดงสินค้าและเทคโนโลยีมากกว่า 300 ราย จากกว่า 30 ประเทศทั่วโลก รวมถึงวิทยากร ผู้บริหารองค์กร และผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ

ผู้เข้าร่วมงานจะมีโอกาสพบกับเจ้าของโครงการรายใหญ่ นักลงทุน ผู้บริหารระดับสูง และผู้มีอำนาจตัดสินใจโดยตรง ผ่านกิจกรรมสร้างเครือข่ายธุรกิจ การจับคู่ทางการค้า และการเจรจาความร่วมมือแบบ B2B ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่การขยายฐานลูกค้า การสร้างพันธมิตร และการพัฒนาโครงการใหม่ในอนาคต

เปิดเวทีเทคโนโลยี AI และ Smart Construction ภายในงานจะมีการนำเสนอโซลูชันและเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมก่อสร้าง อาทิ ระบบก่อสร้างอัจฉริยะ หรือ Smart Construction ปัญญาประดิษฐ์ ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ เทคโนโลยีบริหารโครงการดิจิทัล อาคารอัจฉริยะ วัสดุแห่งอนาคต และนวัตกรรมประหยัดพลังงาน แนวคิด Smart – Sustainable – Future-readyจะเป็นอีกหนึ่งแกนสำคัญของงาน เพื่อผลักดันการก่อสร้างที่ชาญฉลาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการสูญเสีย เพิ่มประสิทธิภาพ และพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคตอัดแน่นเวทีสัมมนา เจาะประเด็นยุทธศาสตร์ตลอด 3 วัน การประชุมและสัมมนาภายในงานจะครอบคลุมประเด็นสำคัญของอุตสาหกรรม ได้แก่

เงินทุนและการลงทุน การพัฒนาเมืองและความร่วมมือ การบริหารผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาค เทคโนโลยีการก่อสร้างสมัยใหม่ การส่งมอบโครงการอย่างยั่งยืน พลังงานหมุนเวียนและดาต้าเซ็นเตอร์ การพัฒนาบุคลากรแห่งอนาคต

เนื้อหายังแบ่งออกเป็น 5 แกนหลัก ประกอบด้วยทิศทางเชิงยุทธศาสตร์จากผู้กำหนดนโยบาย พลังเครือข่ายวิชาชีพ ประเด็นท้าทายของอุตสาหกรรม นวัตกรรมขับเคลื่อนอนาคต และความร่วมมือของทุกภาคส่วนในระบบนิเวศก่อสร้างนิวัฒน์ชูงานแนวราบ เชื่อมทุกภาคส่วนที่ไม่เคยพบกัน

นายนิวัฒน์ ธัญปิตินันทน์ ประธาน Advisory Board งาน FutureBuild Asia 2026 กล่าวว่า งานครั้งนี้มีความแตกต่างจากงานนิทรรศการทั่วไป เพราะได้รับการออกแบบให้เป็นเวทีเชื่อมโยง “แนวราบ” ที่ผู้เกี่ยวข้องในวงการก่อสร้างทั้งหมด ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ ให้ได้มาพบกันจริง

“งานที่เราเห็นกันส่วนใหญ่มักเป็นงานแนวดิ่ง เน้นความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและจบอยู่ภายในกลุ่มของตัวเอง ซึ่งงานเหล่านั้นยังคงมีความสำคัญและควรจัดต่อไป แต่ FutureBuild Asia จะอาสาทำหน้าที่เชื่อมงานแนวดิ่งเหล่านั้นเข้าหากันในแนวราบ เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมก่อสร้างได้พบปะ พูดคุย และเข้าใจบทบาทของกันและกันมากขึ้น” นายนิวัฒน์กล่าว

นายนิวัฒน์กล่าวต่อว่า แม้งานจะมีทั้งการประชุมและนิทรรศการ แต่เป้าหมายสำคัญไม่ได้อยู่ที่การนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาแสดงกันอย่างน่าตื่นเต้นเพียงอย่างเดียว หากต้องการเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการและผู้บริหารจากทุกสายงานได้สร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน

“เราอยากให้เจ้าของโครงการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ออกแบบ ผู้จำหน่ายสินค้าและวัสดุ ผู้ควบคุมงาน ผู้รับเหมา รวมถึงสถาบันการเงิน บริษัทประกันภัย โลจิสติกส์ และสถาบันการศึกษาที่ผลิตบุคลากรด้านวิศวกรรม ได้มาเรียนรู้ซึ่งกันและกันว่า จะช่วยกันปรับปรุงและยกระดับวงการก่อสร้างให้มีมาตรฐานสูงขึ้นได้อย่างไร”

เขาย้ำว่า การพบปะกันในเวทีนี้จะช่วยทำให้ธุรกิจสามารถต่อยอดได้อย่างต่อเนื่อง เพราะอุตสาหกรรมก่อสร้างเป็นระบบที่ซับซ้อน และทุกฝ่ายต่างต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน

ประธาน Advisory Board งาน Future Build Asia 2026 ระบุว่า ในโลกธุรกิจยุคใหม่ การมองทุกฝ่ายเป็นคู่แข่งอาจทำให้พลาดโอกาสในการสร้างความร่วมมือ ขณะที่อุตสาหกรรมก่อสร้างจำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้และความสามารถจากหลายสาขา

“ทุกคนคือคู่ค้า มากกว่าจะเป็นคู่แข่ง เพราะไม่มีใครสามารถทำโครงการขนาดใหญ่ให้สำเร็จได้เพียงลำพัง เวทีนี้จึงจะช่วยให้ผู้ที่อาจไม่เคยพบกัน ได้มาแลกเปลี่ยนความต้องการ มองเห็นโอกาส และพัฒนาโครงการร่วมกัน”
เขายังแสดงความเชื่อมั่นว่า งานปีแรกในเดือนพฤศจิกายนนี้จะเป็น “สปริงบอร์ด” สำคัญ ทำให้ FutureBuild Asia ในปีต่อ ๆ ไปเติบโตและขยายเครือข่ายได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีสมาคมวิชาชีพ องค์กร และผู้ประกอบการเข้ามามีส่วนร่วมเพิ่มมากขึ้น

นายนิวัฒน์กล่าวว่า ภาพที่ต้องการเห็นจากการจัดงานไม่ใช่เพียงจำนวนผู้เข้าชมหรือผู้จัดแสดง แต่คือการเกิดความร่วมมือที่นำไปสู่การยกระดับมาตรฐาน การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในระยะยาว

“ผมรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เห็น FutureBuild Asia เติบโตอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และช่วยให้วงการก่อสร้างไทยพัฒนาไปสู่ระดับที่ทัดเทียมกับต่างประเทศ จึงขอเชิญชวนผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนมาร่วมงาน FutureBuild Asia 2026 ระหว่างวันที่ 11-13 พฤศจิกายน 2569 ที่ไบเทค บางนา”

ด้าน นายนพดล ใจชื่อ นายกสมาคมวิศวกรที่ปรึกษาแห่งประเทศไทย (CEAT) กล่าวว่า การสร้างความร่วมมือและยกระดับศักยภาพของวิศวกรไทยให้แข่งขันได้ในระดับสากล ควรถือเป็น “วาระแห่งชาติ” ที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง ภาคก่อสร้างไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลาง ต้องเร่งปรับตัวทั้งด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และการบริหารจัดการ ควบคู่กับการเดินหน้าสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน หรือ Carbon Neutrality ในช่วงปี 2050-2065 พันธมิตรระดับโลกผนึกกำลัง พร้อม 2 งานใหญ่จัดร่วมกัน

นายนิคม เลิศมัลลิกาพร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เวิลด์เด็กซ์ จี.อี.ซี. จำกัด กล่าวว่า “ประเทศไทยมีความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดงานแสดงสินค้าและการประชุมระดับโลก และ FutureBuild Asia จะไม่เป็นเพียงเวทีนำเข้าเทคโนโลยี แต่จะเป็นแพลตฟอร์มที่สร้างมูลค่าให้ผู้ประกอบการไทย เชื่อมโยงผู้เชี่ยวชาญ นักลงทุน และพันธมิตรจากทั่วโลก เพื่อดึงการลงทุน ผลักดันนวัตกรรมไทยสู่ตลาดสากล และร่วมวางรากฐานระบบนิเวศอุตสาหกรรมก่อสร้างที่แข็งแกร่งและยั่งยืน”

FutureBuild Asia 2026 เกิดจากความร่วมมือของพันธมิตรระดับโลก ได้แก่ Messe Stuttgart, Deutsche Messe, GLOBUS Events และ Worldex G.E.C. พร้อมการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ สมาคมวิชาชีพ และองค์กรภาคอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ ยังนำงาน DOMOTEX South East Asia และ R+T South East Asia ซึ่งเป็นงานแสดงระดับอินเตอร์มาจัดร่วมกัน เพื่อสร้างระบบนิเวศด้านวัสดุก่อสร้าง เทคโนโลยีอาคาร พื้น ผนัง ประตู หน้าต่าง ระบบบังแดด และโซลูชันสำหรับ Built Environment อย่างครบวงจรภายในพื้นที่เดียว
เชื่อม 5 กลุ่มผู้เล่น ตั้งแต่เจ้าของโครงการถึงภาควิชาการ

โครงสร้างผู้เข้าร่วมงานแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มสำคัญ ได้แก่

1. ผู้วางนโยบายภาครัฐ ผู้มีอำนาจตัดสินใจ นักลงทุน และเจ้าของโครงการ
2. ผู้ออกแบบ ผู้กำหนดสเปก ผู้ศึกษาความเป็นไปได้ และผู้บริหารโครงการ
3. ผู้รับเหมา ผู้รับเหมาช่วง ผู้ปฏิบัติงาน รวมไปถึงช่างฝีมือ
4. ผู้ผลิตเทคโนโลยี นวัตกรรม วัสดุก่อสร้าง และซัพพลายเออร์
5. สมาคมวิชาชีพ นักวิจัย สถาบันการศึกษา ที่ปรึกษา บริษัทกฎหมาย ประกันภัย และหน่วยงานสนับสนุน

การเชื่อมผู้เล่นทั้ง 5 กลุ่มไว้ในเวทีเดียวกัน จะช่วยให้เกิดความร่วมมือตั้งแต่การกำหนดนโยบาย การออกแบบ การลงทุน การก่อสร้าง ไปจนถึงการบริหารความเสี่ยงและการพัฒนาบุคลากร

FutureBuild Asia 2026 จึงไม่ใช่เพียงนิทรรศการแสดงสินค้า แต่เป็นเวทีเชิงยุทธศาสตร์ที่ช่วยประกาศศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางด้านการประชุม นิทรรศการ เทคโนโลยี และเครือข่ายธุรกิจอุตสาหกรรมก่อสร้างของภูมิภาค

การจัดงานครั้งนี้ยังมีส่วนสนับสนุนการลงทุน เศรษฐกิจสร้างสรรค์ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน พร้อมผลักดันวงการก่อสร้างไทยให้ก้าวสู่อนาคตที่ชาญฉลาด บูรณาการอย่างเป็นระบบ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และแข่งขันได้ในระดับสากล