“สุชาติ” สั่งรับมือโลกเดือด เร่งทำ “ดัชนีพหุภัย–แผนที่ความเสี่ยง” ชี้จุดเสี่ยงถึงปี 2100

6.10.26 | 15:36 น.

จากสถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลก ทั้งน้ำท่วม ดินถล่ม พายุ และฝนตกหนัก รวมถึงสถานการณ์อุทกภัยในประเทศไทยที่ส่งผลกระทบแล้วกว่า 31 จังหวัด สะท้อนความท้าทายจากสภาพภูมิอากาศที่มีความแปรปรวนและเหตุการณ์รุนแรงมากขึ้น ซึ่งกระทบต่อชีวิตประชาชน เศรษฐกิจ และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ


นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า สถานการณ์ดังกล่าวทำให้การรับมือภัยพิบัติไม่สามารถอาศัยเพียงข้อมูลจากเหตุการณ์ในอดีตหรือรอให้เกิดภัยแล้วจึงเข้าไปแก้ไขได้อีกต่อไป จึงได้สั่งการกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม หรือ “กรมลดโลกร้อน” เร่งพัฒนาเครื่องมือประเมินความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถ “มองเห็นความเสี่ยงล่วงหน้า” และเปลี่ยนจากการตั้งรับไปสู่การบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงรุก

นายสุชาติ กล่าวว่า ข้อมูลการคาดการณ์ปริมาณฝนจากแบบจำลองภูมิอากาศโลกที่กรมลดโลกร้อนจัดทำขึ้น พบว่าในช่วงประมาณ 15 ปีข้างหน้า พื้นที่ภาคใต้ ภาคตะวันออก และภาคตะวันตกของประเทศไทย มีแนวโน้มเผชิญปริมาณฝนเพิ่มขึ้น ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางตอนล่างมีแนวโน้มเผชิญปริมาณฝนลดลง สะท้อนว่าความเสี่ยงด้านภูมิอากาศของแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างและซับซ้อน การบริหารจัดการจึงจำเป็นต้องมีข้อมูลที่มองเห็นทั้งสถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต

Advertisement

ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า แม้ปัจจุบันประเทศไทยจะมีหน่วยงานรับผิดชอบด้านการพยากรณ์อากาศ การแจ้งเตือนภัย และการบริหารจัดการภัยพิบัติอยู่แล้ว แต่ภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การใช้ข้อมูลและสถิติในอดีตเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ จำเป็นต้องนำข้อมูลคาดการณ์ภูมิอากาศและแนวโน้มความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่มาใช้ประกอบการตัดสินใจ เพื่อให้การวางแผนป้องกันและปรับตัวสามารถทำได้อย่างเป็นระบบและทันต่อสถานการณ์

ด้าน ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568–2569 กรมฯ ได้จัดทำข้อมูลคาดการณ์ภูมิอากาศ ซึ่งแสดงแนวโน้มฝน อุณหภูมิ และความชื้น ตั้งแต่ปัจจุบันถึงปี ค.ศ. 2100 ด้วยความละเอียดระดับ 5 x 5 กิโลเมตร พร้อมจัดเตรียมระบบคอมพิวเตอร์และแบบจำลองภูมิอากาศสำหรับการประมวลผลขั้นสูง เพื่อรองรับการเพิ่มความละเอียดของข้อมูลในอนาคต

สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 กรมฯ จะเร่งพัฒนา 2 เครื่องมือสำคัญ ได้แก่ “ดัชนีพหุภัย” (Multi-Hazard Index: MHI) และ “แผนที่ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” (Climate Risk Map: CRM) เพื่อให้ภาครัฐ จังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีข้อมูลประกอบการวางแผนเตรียมพร้อมรับมือความเสี่ยงในแต่ละพื้นที่ล่วงหน้า

ดัชนีพหุภัย (MHI) จะนำข้อมูลคาดการณ์ฝน อุณหภูมิ และลมในช่วง 3–6 เดือน จาก Climate Forecast System (CFS) มาประมวลผลร่วมกับแบบจำลองภูมิอากาศของกรมฯ และเทคโนโลยี Machine Learning เพื่อเพิ่มรายละเอียดข้อมูลในพื้นที่เสี่ยง สามารถวิเคราะห์ได้ว่าพื้นที่ใดมีแนวโน้มเผชิญภัยหลายประเภท ภัยใดอาจเกิดขึ้นพร้อมกัน หรือเกิดเชื่อมโยงต่อเนื่องกัน รวมถึงระบุพื้นที่ที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ หรือ “Multi-Hazard Hotspot”

ตัวอย่างเช่น พายุฤดูร้อนอาจทำให้บางพื้นที่เผชิญทั้งฝนตกหนักและลมแรงในเวลาเดียวกัน หรือฝนตกหนักต่อเนื่องอาจทำให้ดินอิ่มตัวและนำไปสู่ดินถล่ม ขณะที่ภาคเกษตรอาจเผชิญอุณหภูมิสูงร่วมกับฝนทิ้งช่วง ทำให้ความชื้นในดินลดลงและเกิดภาวะขาดแคลนน้ำ การวิเคราะห์ภัยที่เชื่อมโยงกันจะช่วยให้หน่วยงานสามารถเตรียมมาตรการรับมือได้ครอบคลุมและตรงกับความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่มากขึ้น

ส่วน แผนที่ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (CRM) จะนำข้อมูลคาดการณ์ภูมิอากาศจากแบบจำลองภูมิอากาศโลกตั้งแต่ปัจจุบันถึงปี ค.ศ. 2100 มาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลภัยพิบัติในอดีต ลักษณะภูมิประเทศ การใช้ประโยชน์ที่ดิน รวมถึงข้อมูลด้านเศรษฐกิจและสังคม จัดทำเป็นแผนที่ความเสี่ยงเชิงพื้นที่ในระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ หรือ GIS ครอบคลุมความเสี่ยงสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ ดินถล่ม ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น อุณหภูมิเฉลี่ยระยะยาวเพิ่มขึ้น และการเปลี่ยนแปลงของปริมาณฝน

ข้อมูลจะแบ่งการใช้งานออกเป็น 2 ช่วง โดยช่วงปัจจุบันถึงปี ค.ศ. 2050 จะพัฒนาให้มีรายละเอียดในระดับพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการวางผังเมือง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่วนช่วงหลังปี ค.ศ. 2050–2100 จะใช้สำหรับประเมินแนวโน้มความเสี่ยงในระยะยาวและสนับสนุนการศึกษาวิจัย เช่น แนวโน้มผลกระทบจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น

ดร.พิรุณ กล่าวเพิ่มเติมว่า คาดว่าชุดข้อมูล ดัชนีพหุภัย จะพัฒนาแล้วเสร็จและเปิดให้ใช้งานผ่านศูนย์ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Information Center: CCIC) ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี พ.ศ. 2570 ขณะที่ แผนที่ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คาดว่าจะพร้อมใช้งานในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี พ.ศ. 2571 พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานสำคัญ อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการวางแผนรับมือความเสี่ยงล่วงหน้า

นายสุชาติ ย้ำว่า เครื่องมือทั้ง 2 ระบบ ไม่ใช่ระบบเตือนภัยฉุกเฉินระยะสั้นหรือระบบพยากรณ์อากาศโดยตรง แต่เป็นเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจสำหรับการวางแผนเชิงป้องกันในระยะกลางและระยะยาว ช่วยให้จังหวัดและท้องถิ่นเห็นแนวโน้มว่าพื้นที่ใดอาจเผชิญความเสี่ยงประเภทใด และสามารถจัดลำดับพื้นที่ มาตรการ งบประมาณ และทรัพยากรให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงได้ตั้งแต่ก่อนเกิดภัย

“โลกกำลังเปลี่ยน ความเสี่ยงก็เปลี่ยน ประเทศไทยจึงต้องมองให้ไกลกว่าวันนี้ การรับมือภัยพิบัติไม่ควรรอให้เกิดเหตุแล้วจึงแก้ไข แต่ต้องใช้ข้อมูลมองเห็นความเสี่ยงล่วงหน้า เพื่อเตรียมคน เตรียมพื้นที่ และเตรียมทรัพยากรให้พร้อมก่อนภัยจะมาถึง” นายสุชาติ กล่าว

พร้อมกันนี้ นายสุชาติได้สั่งการให้กรมลดโลกร้อนเร่งขับเคลื่อน แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (National Adaptation Plan: NAP) และจัดทำ แผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรายสาขา (NAP Action Plan) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใน 6 สาขาหลัก เพื่อเชื่อมโยงการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตั้งแต่ระดับนโยบายไปสู่การปฏิบัติในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

“เป้าหมายสำคัญคือการลดความสูญเสียและสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศ การมีข้อมูลที่ดีและมองเห็นอนาคต จะช่วยให้เราตัดสินใจได้เร็วขึ้น เตรียมการได้ก่อน และช่วยลดผลกระทบต่อประชาชน เศรษฐกิจ และทรัพยากรของประเทศได้อย่างยั่งยืน” นายสุชาติ กล่าว