หัวหน้าฝ่ายนิติการ อบจ.อยุธยา แจงข้อเท็จจริงข่าว ‘พวกของนายก อบจ.’ ยืนยันนายกเป็นผู้แจ้งความ-ส่งข้อมูลให้ ป.ป.ช. จนนำไปสู่คำพิพากษาจำคุกอดีต ส.อบจ.
จากกรณีสำนักข่าวแห่งหนึ่งรายงานข่าว คดีที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เผยแพร่ โดยระบุว่า “กิตติศักดิ์ สุขเจริญ พวกของนายก อบจ.พระนครศรีอยุธยา” นำทรัพย์สินของทางราชการไปจำหน่ายโดยมิชอบ และศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 มีคำพิพากษาจำคุก 3 ปี โดยไม่รอลงอาญานั้น
เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม นายบรรณ แก้วฉ่ำ หัวหน้าฝ่ายนิติการ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) พระนครศรีอยุธยา ชี้แจงข้อเท็จจริง พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการใช้คำว่า “พวกของนายก อบจ.พระนครศรีอยุธยา” ว่า อาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิด เนื่องจากข้อเท็จจริงคือนายก อบจ.พระนครศรีอยุธยา เป็นผู้ริเริ่มดำเนินคดีกับอดีต ส.อบจ.รายดังกล่าวตั้งแต่ต้น
นายบรรณระบุว่า เมื่อทราบข้อเท็จจริง นายก อบจ.ได้สั่งการให้แจ้งความดำเนินคดีอาญาต่อ สภ.บางปะหัน ทันที พร้อมทั้งติดตามความคืบหน้าของคดีหลายครั้ง และยังส่งพยานหลักฐานชุดเดียวกับที่ใช้แจ้งความให้ ป.ป.ช.ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ จนเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและนำไปสู่คำพิพากษาของศาล
ทั้งนี้ ตามข้อมูลที่ ป.ป.ช.เผยแพร่ ระบุว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดทางอาญาเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2567 ก่อนที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 จะมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 ให้นายกิตติศักดิ์ จำเลย มีความผิดตามกฎหมาย และลงโทษจำคุก 3 ปี โดยคดีดังกล่าวมีนายกิตติศักดิ์เป็นจำเลยเพียงรายเดียว อย่างไรก็ตาม คดียังไม่ถึงที่สุด เนื่องจากจำเลยยังมีสิทธิอุทธรณ์ตามกฎหมาย
หัวหน้าฝ่ายนิติการ อบจ.เปิดเผยเพิ่มเติมว่า หลังศาลมีคำพิพากษาแล้ว นายก อบจ.ได้มอบหมายให้ฝ่ายนิติการคัดถ่ายคำพิพากษาเพื่อนำไปใช้เป็นหลักฐานดำเนินคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายคืนแก่ทางราชการ โดยลงนามส่งเรื่องให้อัยการดำเนินการ ก่อนที่ข่าวดังกล่าวจะเผยแพร่ออกมา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของพนักงานอัยการ
นอกจากนี้ นายบรรณยังโต้แย้งข้อมูลที่ระบุว่า นายก อบจ.ถูก ป.ป.ช.ไต่สวนในคดีเดียวกัน แต่ไม่มีมูล โดยยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เนื่องจากนายก อบจ.อยู่ในฐานะผู้ร้องทุกข์ แจ้งความ และเป็นผู้ส่งข้อมูลให้ ป.ป.ช. จึงไม่ใช่ผู้ถูกไต่สวนในคดีดังกล่าว
นายบรรณกล่าวว่า การดำเนินการทั้งหมดเป็นไปตามข้อเสนอแนะของฝ่ายนิติการ เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของทางราชการ ทั้งการแจ้งความดำเนินคดีอาญา การส่งข้อมูลให้ ป.ป.ช. และการดำเนินคดีแพ่งเรียกค่าเสียหาย พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากนายก อบจ.ไม่เป็นผู้ริเริ่มดำเนินคดีและส่งข้อมูลให้ ป.ป.ช. ก็อาจไม่มีคดีและคำพิพากษาที่ปรากฏเป็นข่าว



