อบจ.ปราจีนฯ เสริมคันดินหินคลุกตลอดคืนป้องกัน รพ.อภัยภูเบศร-โบราณสถาน หลังน้ำทะลักท่วมเมือง
เมื่อเวลา 08.30น. วันที่ 28 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี ล่าสุด ขณะนี้หลายอำเภอทั่วจังหวัด อาทิ อำเภอกบินทร์บุรี, อำเภอนาดี, อำเภอศรีมหาโพธิ, อำเภอประจันตคาม และอำเภอเมืองปราจีนบุรี กำลังประสบปัญหาน้ำท่วมขังอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะในพื้นที่เขตอำเภอเมืองปราจีนบุรี มวลน้ำสะสมในแม่น้ำปราจีนบุรีร่วมกับน้ำที่ระบายมาจากอำเภอกบินทร์บุรี ได้เอ่อล้นตลิ่งสูงกว่า 70 เซนติเมตร ทะลักเข้าท่วมพื้นที่ย่านเขตเศรษฐกิจสำคัญภายในเขตเทศบาลเมืองปราจีนบุรีเกือบทั้งหมด 17 ชุมชน อาทิ บริเวณตลาดประสิทธิ์, ศาลเจ้าแม่ทับทิม, ย่านหลังห้างเอกภาพเก่า, พื้นที่รอบสำนักงานเทศบาลเมืองปราจีนบุรี, วัดแก้วพิจิตร ตลอดจนตลาดชายน้ำและตลาดล่าง

นอกจากนี้ กระแสน้ำยังเอ่อล้นเข้าท่วมตลอดแนวถนนปราจีนอนุสรณ์ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักหน้าโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร และเริ่มมวลน้ำบางส่วนไหลทะลักเข้าสู่บริเวณตึกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน สร้างความสุ่มเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ ระบบเครื่องมือแพทย์ ตลอดจน “ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร” ซึ่งเป็นโบราณสถานสำคัญระดับชาติที่ตั้งอยู่ภายในบริเวณโรงพยาบาล
ต่อสถานการณ์ดังกล่าว นายกฤษฎิ์ กษมพันธุ์ หรือ “นายกอุ๊” นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี (อบจ.) ได้สั่งการด่วนระดมสรรพกำลังเป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่าง อบจ.ปราจีนบุรี, กำลังพลทหาร และภาคพลเรือน นำยานพาหนะ เครื่องจักรกล และอุปกรณ์ ลำเลียง “หินคลุก” มาเร่งสร้างและเสริมแนวคันดินป้องกันน้ำท่วมรอบพื้นที่จุดเสี่ยงสำคัญของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรตลอดทั้งคืนจรดเช้า เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำทะลักเข้าพื้นที่ดูแลผู้ป่วย

นายกฤษฎิ์ กษมพันธุ์ ได้ลงพื้นที่ติดตามและควบคุมการปฏิบัติงานด้วยตนเอง ตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 27 กันยายน ต่อเนื่องจนถึงเวลา 05.30 น. ของวันที่ 28 กันยายน เพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยของระบบระบายน้ำ การติดตั้งเครื่องสูบน้ำ และการเสริมแนวคันกั้นน้ำหินคลุก พร้อมระบุว่า การดำเนินการครั้งนี้มุ่งเน้นการสร้างความมั่นใจสูงสุดให้แก่ประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์ โดยยืนยันว่าระบบป้องกันน้ำท่วมของโรงพยาบาลมีความพร้อมรับมือสถานการณ์ได้ 100% และกล่าวทิ้งท้าย ระบุว่า หากประชาชน-หน่วยงานขาดแคลนทรายให้นำวัสดุมารับได้ที่ อบจ.มีช่วยเหลือบรรเทาทุกข์
พร้อมกันนี้ ยังเป็นการคุ้มครอง “ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญทางประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และการแพทย์แผนไทยของประเทศ โดยอาคารหลังนี้เริ่มก่อสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2452 โดยเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) อดีตสมุหเทศาภิบาลมณฑลบูรพาและเจ้าเมืองพระตะบอง ด้วยทรัพย์สินส่วนตัว เพื่อใช้เป็นที่ประทับรับรองพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ในคราวเสด็จประพาสมณฑลบูรพา แม้รัชกาลที่ 5 จะเสด็จสวรรคตก่อนในปี พ.ศ. 2453 ต่อมาในปี พ.ศ. 2455 อาคารแห่งนี้ได้ใช้เป็นที่ประทับรับรองพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ขณะเสด็จประพาสหัวเมืองและตรวจซ้อมรับเสือป่า ก่อนจะใช้เป็นที่พักอาศัยของสายตระกูลอภัยวงศ์
ในเชิงสถาปัตยกรรม ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรเป็นอาคารคอนกรีต 2 ชั้น ทรงยุโรปสไตล์บาโรก (Baroque) ผสมผสานเรอเนสซองส์ ออกแบบโดยบริษัท โฮวาร์ เออร์สกิน (Howard Erskine) ร่วมกับสถาปนิกชาวอิตาลี จุดเด่นคือมุขหน้าทรงโดม ซุ้มประตูหน้าต่างโค้งประดับปูนปั้นลายดอกไม้และใบไม้ พร้อมภาพเขียนสีปูนเปียก (Fresco) และลวดลาย stencil ภายในอาคาร โดยมีสถาปัตยกรรมคู่แฝดคือ “จวนเจ้าเมืองพระตะบอง” ในประเทศกัมพูชา

ต่อมาในปี พ.ศ. 2482 สายสกุลอภัยวงศ์ได้มอบอาคารและที่ดินแก่กระทรวงสาธารณสุขเพื่อจัดตั้งเป็นโรงพยาบาลประจำจังหวัด จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานโดยกรมศิลปากร และได้รับรางวัลอนุรักษ์อาคารดีเด่นจากสมาคมสถาปนิกสยามฯ ในปี พ.ศ. 2533 ปัจจุบันอาคารแห่งนี้ทำหน้าที่เป็น “พิพิธภัณฑ์การแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร” ศูนย์การเรียนรู้ วิจัยสมุนไพรระดับประเทศ จัดแสดงตำรายาโบราณ เครื่องมือปรุงยา และเป็นที่ตั้งของร้านขายยา “โพธิ์เงิน โพธิ์ทอง”
การผนึกกำลังกู้วิกฤตน้ำท่วมตลอดคืนที่ผ่านมา จึงไม่เพียงแต่เป็นการปกป้องระบบสาธารณสุขและชีวิตผู้ป่วยเท่านั้น แต่ยังเป็นการปกป้องมรดกทางประวัติศาสตร์และภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยอันทรงคุณค่าของประเทศไม่ให้ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยในครั้งนี้


