พระวัย 73 ลาสิกขา เซ่นปมทักแชตสยิวหาหญิงวัย56 ไม่ขอชี้แจง บอกเรื่องผ่านไปแล้ว
กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ กรณีหญิงวัย 56 ปี ชาวจังหวัดฉะเชิงเทรา ร้องเรียนสื่อมวลชน โดยอ้างว่าถูกบัญชีเฟซบุ๊กที่ระบุว่าเป็นพระสงฆ์ในพื้นที่อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม ส่งข้อความในลักษณะลามกอนาจาร พร้อมเก็บหลักฐานการสนทนาไว้เพื่อร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ผู้สื่ข่าวรายงานความคืบหน้าล่าสุดว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองนำโดย นายเศก ไชยประโคม ปลัดอำเภอ หัวหน้าฝ่ายความมั่นคง อำเภอวาปีปทุม ลงพื้นที่ติดตามข้อเท็จจริงที่วัดป่าแห่งหนึ่ง ใน หมู่ 20 ตำบลเสือโก้ก อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม
เจ้าหน้าที่ได้ประสานผู้นำชุมชนและผู้ใหญ่บ้านเพื่อนำทางไปยังวัด ก่อนติดต่อผู้เกี่ยวข้องเพื่อนัดหมายพูดคุยกับ อดีตพระสุเมธ อายุ 73 ปี โดยเจ้าหน้าที่รออยู่ภายในวัดนานกว่า 1 ชั่วโมง ก่อนที่อดีตพระจะเดินทางมาถึงในชุดขาว
ด้านอดีตพระสุเมธเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ได้รับการติดต่อจากหน่วยงานด้านพระพุทธศาสนาและเจ้าคณะอำเภอวาปีปทุม เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับกรณีที่เกิดขึ้น ก่อนตัดสินใจสึกจากการเป็นพระสงฆ์แล้ว
อดีตพระสุเมธกล่าวว่า ส่วนกรณีแชตหลุด เจ้าตัวยอมรับว่าเคยพูดคุยกับสีกาผ่านทางเฟซบุ๊กจริง โดยระบุว่าทั้งสองฝ่ายพูดคุยกันมาก่อน แต่ภายหลังเกิดความไม่ลงตัว จนมีการนำข้อความสนทนาไปเผยแพร่ในโลกออนไลน์และกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งนี้ เจ้าตัวไม่ประสงค์ชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติม เพราะเรื่องดังกล่าวผ่านไปแล้ว
อดีตพระสุเมธกล่าวว่า ในอดีตเคยรับราชการในตำแหน่งปลัดอำเภอแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น และเคยดำรงตำแหน่งปลัดอำเภออาวุโส ก่อนเออร์ลี่รีไทร์ และมาบวชเป็นพระ
ด้าน นายสมพร จันอุด ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดมหาสารคาม เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีพระสงฆ์ในพื้นที่จังหวัดมหาสารคามถูกร้องเรียนว่า ภายหลังสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดมหาสารคามได้รับทราบข่าว ก็ได้ให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับคณะสงฆ์ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 28 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยพบว่าพระสงฆ์รูปดังกล่าวอยู่ในสังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุต ในพื้นที่อำเภอวาปีปทุม
นายสมพรกล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม เมื่อเดินทางไปยังที่พักสงฆ์ไม่พบตัว จึงได้ประสานเจ้าคณะปกครองระดับตำบลและระดับอำเภอ รวมถึงวัดต้นสังกัด เพื่อรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นและดำเนินการตามขั้นตอนของคณะสงฆ์
นายสมพรกล่าวต่อว่า ต่อมาในช่วงเช้าของวันนี้ คณะสงฆ์ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ได้มีการเรียกพระรูปดังกล่าวมาสอบถาม โดยพระรูปดังกล่าวยอมรับว่าได้ติดต่อสื่อสารกับบุคคลที่เกี่ยวข้องจริง ทั้งนี้ เนื่องจากกรณีดังกล่าวมีการแจ้งความดำเนินคดี จึงไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกที่เกี่ยวข้องกับบุคคลและคดีความได้ โดยคณะสงฆ์มีมติเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวไม่เหมาะสม และให้พิจารณาลาสิกขา ซึ่งพระสงฆ์รูปดังกล่าวได้สมัครใจลาสิกขาเรียบร้อยแล้ว
ซึ่งเหตุที่เกิดขึ้นในทางพระพุทธศาสนาถือว่าพระรูปดังกล่าวยังไม่ถึงขั้นอาบัติปาราชิก อยู่ในขั้นสังฆาทิเสส คือการอาบัติที่รองมาจากอาบัติปาราชิก พระสงฆ์ที่ต้องอาบัติ เช่น ช่วยตัวเอง จับต้องด้วยจิตสัมผัส ด้วยจิตที่เป็นอกุศล ซึ่งยังไม่ขาดจากความเป็นพระ จะปลงอาบัติได้ก็คือ ต้องเข้าปริวาสกรรมจึงพ้นได้ คล้ายๆ กับการลงโทษ
ส่วนอาบัติปาราชิก คือ โทษขั้นสูงสุดและร้ายแรงที่สุดของพระภิกษุตามพระวินัยในพระพุทธศาสนา มี 4 ข้อ คือ 1.ฆ่ามนุษย์ 2.ลักทรัพย์ เกิน 5 มาสกขึ้นไป (สกุลเงินโบราณทางพระพุทธศาสนา) 3.เสพเมถุน 4.อวดอุตริที่ไม่มีในตน เช่นอ้างตนว่าเป็นผู้วิเศษ เหาะเหินเดินอากาศได้ หูทิพย์ ตาทิพย์ อ้างตนเป็นพระอรหันต์
นายสมพรกล่าวเพิ่มเติมว่า ขอแสดงความเสียใจและขออภัยต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมขอบคุณประชาชนที่ช่วยแจ้งเบาะแส เนื่องจากการร่วมกันสอดส่องดูแลเป็นหน้าที่ของพุทธศาสนิกชนในการช่วยกันปกป้องและรักษาพระพุทธศาสนา โดยหากพบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมควรตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบคอบ และดำเนินการตามกระบวนการที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกัน หากเป็นกรณีที่มีการกล่าวหาโดยไม่เป็นความจริง ก็ควรให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ที่ถูกกล่าวหาด้วย
สำหรับส่วนของคดีความภายหลังการลาสิกขา จะเป็นกระบวนการตามกฎหมายที่ผู้เกี่ยวข้องต้องรับผิดชอบต่อไป โดยคณะสงฆ์จะดำเนินการในส่วนที่อยู่ภายใต้หน้าที่ของตน พร้อมขอให้ประชาชนร่วมกันธำรงรักษาพระพุทธศาสนา และให้กำลังใจแก่พระสงฆ์ที่ประพฤติปฏิบัติดี ซึ่งยังคงเป็นกำลังสำคัญในการสืบทอดพระพุทธศาสนาและเป็นที่เคารพศรัทธาของพุทธศาสนิกชน




