ลุ้นข่าวดี! หนุ่มพบ รอยเท้าปริศนา ที่อุดร สงสัยรอยตีนไดโนเสาร์หรือไม่ กรมทรัพยากรธรณีเร่งตรวจสอบ

18.10.26 | 17:57 น.

ลุ้นข่าวดี! หนุ่มพบ ‘รอยเท้าปริศนา’ กลางลำธารป่าบ้านผือ อุดรธานี สงสัย ‘รอยเท้าไดโนเสาร์’ หรือไม่ กรมทรัพยากรธรณีรับทราบแล้ว ส่งผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ

ในกลุ่มเฟซบุ๊ก นี่ตัวอะไร เกิดเรื่องฮือฮาอีกครั้ง เมื่อมีสมาชิกรายหนึ่งโพสต์ภาพรอยเท้าปริศนาคู่กับเท้าตัวเอง พร้อมข้อความว่า “ใช่รอยเท้าไดโนเสาร์ไหมครับ เจอแถวลำธารในป่า อำเภอบ้านผือ อุดรธานี”

โดยสมาชิกรายอื่นเข้ามาสอบถามเพิ่มเติมว่า ไม่ใช่จุดที่เคยมีการค้นพบใช่หรือไม่ พร้อมแนะนำให้แจ้งเจ้าหน้าที่ จะได้เป็นแหล่งใหม่ ผู้โพสต์จึงเข้าไปตอบว่า “น่าจะเคยมีคนค้นพบแล้วนะครับ มันก็เป็นเส้นทางเล่นน้ำตก” และว่า “ในเส้นทางป้ายบอกทางเดินป่าไม่มีจุดบ่งชี้ว่ามีจุดดูรอยเท้าไดโนเสาร์ครับ”


เช่นเดียวกับสมาชิกรายอื่นๆ จำนวนมากที่แนะนำให้แจ้งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ พร้อมลุ้นว่าจะเป็นแหล่งใหม่จริงหรือไม่ ขณะที่อีกส่วน แท็กไปที่หน่วยงาน กรมทรัพยากรธรณี กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ให้มารับทราบ

ล่าสุด ส่วนประชาสัมพันธ์ กรมทรัพยากรธรณี เข้ามารับเรื่องแล้ว พร้อมระบุว่า “กรมทรัพยากรธรณีรับทราบเรื่องค่ะ กำลังตรวจสอบข้อมูลกับผู้เชี่ยวชาญในขณะนี้ ขอบคุณสำหรับการแจ้งข้อมูลนะคะ 😊 สามารถติดตามความคืบหน้าได้ที่เพจ กรมทรัพยากรธรณี นะคะ”

Advertisement

ส่วนประชาสัมพันธ์ กรมทรัพยากรธรณี ได้กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า ระหว่างการตรวจสอบ ขออนุญาตให้ข้อมูลเกี่ยวกับรอยตีนไดโนเสาร์ก่อนนะคะ

มารู้จักเจ้าของรอยตีน : ตัวอย่างรอยทางเดินและรอยตีนไดโนเสาร์ส่วนใหญ่ที่พบทั่วไป

ไดโนเสาร์เดิน 2 ขา มีอยู่ 2 กลุ่มใหญ่ คือ

1.เทอโรพอด หรือพวกกินเนื้อ รอยของเทอโรพอดมักจะมีรอยนิ้วค่อนข้างยาว แคบ และมีปลายแหลมของรอยกรงเล็บ บริเวณส้นมักจะมีลักษณะแหลมเป็นตัววี กลุ่มเทอโรพอดมีการแบ่งเป็น 2 กลุ่มย่อย คือ รอยของคาร์โนซอร์ ลักษณะใหญ่ กว้าง นิ้วมักแยกจากกันกว้างและดูแข็งแรง และรอยของซีลูโรซอร์ ลักษณะเล็ก เพรียว มักมีนิ้วที่อยู่ติดกัน

ลองยกนิ้วชี้ กลาง นาง ขึ้นมาพร้อมกัน นิ้วของพวกกินเนื้อส่วนมากจะมีลักษณะแบบนี้เลยค่ะ คล้ายกับตีนไก่

2.ออร์นิทอพอด หรือพวกกินพืช รอยตีนออร์นิทอพอดมักจะกว้างกว่าของเทอโรพอด มีส้นที่มนและค่อนข้างสั้น รอยนิ้วสั้นเพราะมีเล็บแบบกีบสัตว์ (บางครั้งพบเดือยสีขาวด้วย) ถ้าเป็นจำพวกคอยาวรอยตีนที่พบจะคล้ายรอยเท้าช้างเลยค่ะ

การศึกษารอยตีนและรอยทางเดินและรอยตีน เป็นแบบบันทึกที่แฝงข้อมูลพฤติกรรมของเจ้าของรอยที่ได้มากกว่าที่ซากดึกดำบรรพ์กระดูกจะบอกได้ ร่องรอยไดโนเสาร์ทำให้เราสามารถจำลองภาพการดำรงชีพของเจ้าของรอยได้ถูกต้องมากขึ้น เมื่อวัดขนาดรอยตีน ระยะก้าวซ้าย-ขวา (pace) มุม ระยะห่างระหว่างก้าวหน้า-หลัง เราก็จะสามารถคำนวณกายวิภาค ความสูงของสะโพก หรือแม้แต่และอัตราการเคลื่อนที่จะกำหนดความเป็นเจ้าลมกรดของไดโนเสาร์ได้

ข้อมูลจาก คู่มือผู้เล่าเรื่องธรณี “บันทึกแห่งบรรพกาล: รอยย่ำและทางเดิน” และ คู่มือผู้เล่าเรื่องธรณี “แหล่งรอยตีนไดโนเสาร์ภูแฝก” จังหวัดกาฬสินธุ์

สำหรับ รอยตีน กระบวนการเกิดเป็นแบบเดียวกับซากดึกดำบรรพ์ค่ะ

หลายคนคงคุ้นเคยกับการลองเดินเหยียบตามริมหาดทรายเพื่อให้เกิดรอยเท้าทิ้งไว้ แต่ไม่นานเมื่อคลื่นซัดเข้ามารอยนั้นก็เลือนหายไป แล้วรอยตีนของสิ่งมีชีวิตในอดีตละทำไมถึงคงสภาพอยู่นับร้อยล้านปีได้ หรือต้องตัวหนักกี่ตันถึงจะสร้างรอยบนหินแข็งได้ ติดตามข้อมูลความรู้ด้านซากดึกดำบรรพ์และทรัพยากรธรณีเพิ่มเติมได้ที่ เพจ กรมทรัพยากรธรณี นะคะ 😊 แอดมินมีโพสต์ลงเรื่อยๆเลยค่ะ

“รอยตีน”(Footprint) ศัพท์ธรณีวิทยาที่หมายถึงรอยเหยียบประทับของสัตว์ขนาดใหญ่ เช่น ไดโนเสาร์ หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ผ่านกระบวนการเกิดร่องรอยซากดึกดำบรรพ์หรือ “รอยตีน” ที่กินระยะเวลายาวนานเช่นเดียวกับการกลายเป็นซากดึกดำบรรพ์แบบอื่นแ

แน่นอนว่าไม่ใช่ที่จู่ๆ สยามโมไทรันนัส อีสานเอนซิสหรือไดโนเสาร์กินเนื้อตัวอื่นๆ จะเดินล่าเหยื่อแล้วเหยียบลงหินจนเกิดรอยตีนในทันทีทันใด แต่กระบวนการนี้ต้องอาศัยเวลาที่เหมาะเจาะที่เมื่อหลายล้านปีก่อนมีสิ่งมีชีวิตเดินย่ำตามริมทางน้ำที่มีตะกอนดินอ่อนนุ่ม และใช้เวลาให้รอยพิมพ์แห้งและแข็งตัวก่อนที่ตะกอนชุดใหม่จะมาปิดทับอย่างนุ่มนวลเพื่อไม่ให้รอยตีนถูกทำลายไปเสียก่อน