ทรงศักดิ์ แจงไม่ตัดท่อน้ำเลี้ยงกีฬา กองทุนยังรับเงินภาษีบาป แต่ขอผ่านสำนักงบฯ
จากกรณีที่มีการเสนอร่างกฎหมายแก้ไขการจัดสรรเงินบำรุงจากภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบ หรือ “ภาษีบาป” ของพรรคภูมิใจไทย มีสาระสำคัญคือ การยกเลิกการเก็บเงินส่งตรงให้แก่ 4 หน่วยงานคือ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), ไทยพีบีเอส, กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และกองทุนผู้สูงอายุ โดยเปลี่ยนให้เข้าไปขอรับการจัดสรรผ่าน พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีแทนนั้น
นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลงานด้านกีฬาของชาติ และในฐานะประธานกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ เปิดเผยว่า กองทุนฯ ได้รับเงินงบประมาณมาจากภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบ หรือ “ภาษีบาป” ซึ่งเป็นเรื่องของการส่งเสริมให้คนสุขภาพดีตามภารกิจของกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ โดยในส่วนนี้ก็เล็งเห็นว่าเป็นประโยชน์คุ้มค่าจริงๆ และยังส่งเสริมวงการกีฬาไทยไปสู่ความเป็นเลิศ ซึ่งก็ถือว่าเงินที่ได้มานั้น มีแนวทาง และทิศทางการใช้งบฯ ที่เป็นประโยชน์
นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนการเสนอร่างกฎหมายแก้ไขการจัดสรรเงินบำรุงดังกล่าว เป็นเพียงการเริ่มต้น เราคงไม่ได้ห้ามเรื่องการเสนอร่างกฎหมายแก้ไข เพราะว่าเป็นส่วนที่นิติบัญญัติต้องเสนอแก้ไขเป็นกฎหมาย แต่ว่าเสนอแล้วก็จะต้องผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อนำไปสู่การบังคับใช้เป็นกฎหมายกำกับในเรื่องดังกล่าว ซึ่งไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแปลงแหล่งเงินงบประมาณ เงินภาษีบาปก็ยังจะส่งตรงมายังกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ แต่ว่าจะให้ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ จัดทำคำของบประมาณผ่านสำนักงบประมาณในแต่ละปีงบประมาณ แล้วพิจารณาผ่านสภาผู้แทนราษฎร
“พอเรามีโอกาสได้มาดูเรื่องกองทุนกีฬา ก็เห็นว่าการจะตั้งงบประมาณเรื่องเงินรางวัลให้กับนักกีฬา เราก็ไม่รู้ว่าจำนวนเหรียญทองจะได้เท่าไหร่ และจะตั้งงบอย่างไร เพราะฉะนั้น ดูเรื่องความคล่องตัวของการใช้ บริบทการใช้เงินกองทุนกีฬาจะเป็นประโยชน์กว่า โดยคิดว่าไปดูเรื่องการใช้จ่ายเงินให้ให้ถูกต้องตามกฎหมายดีกว่า อย่างเรื่องของเงินรางวัลของนักกีฬาที่คว้าเหรียญต่างๆ ในการแข่งขันรายการระดับนานาชาติ หรือค่าใช้จ่ายในการจะไปส่งเสริมบางอย่างบางเรื่องนั้น ไม่สามารถรู้ได้เลยว่าจะมีอะไรบ้างในโอกาสก่อนตั้งงบประมาณ ในกรณีของการใช้เงินกองทุนกีฬา มันก็อยู่ที่คณะกรรมการกองทุน ซึ่งเรามีโอกาสได้ปรับเปลี่ยนได้เร็วขึ้น คือการใช้เงินเพื่อกิจกรรม มันสะดวกมากยิ่งขึ้น แต่ผมว่าสิ่งน่าเป็นห่วงคือ เรื่องของการใช้จ่ายเงินตามกฎหมายให้มันถูกต้องมากกว่า” นายทรงศักดิ์ กล่าวปิดท้าย

