อัส-นภิศ ต่อตั้งพานิช นักกีฬายิงปืนทีมชาติถูกศาลตัดสินมีความผิด ‘หมิ่นประมาทผู้อื่นซึ่งหน้า’
เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม อัส-นภิศ ต่อตั้งพานิช นักกีฬายิงปืนทีมชาติไทย ถูกศาลแขวงพระนครเหนือพิพากษามีความผิดฐานดูหมิ่นประมาทผู้อื่นซึ่งหน้า กําหนดโทษปรับ เป็นเงินจํานวน 5,000 บาท ส่วนค่าสินไหมทดแทน ได้มีคําพิพากษาให้จำเลยชดใช้ให้แก่โจทก์ 5,000 บาท คำตัดสินของศาลเมื่อวันที่ 20 ต.ค.ที่ผ่านมา
คดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 1 ธ.ค.68 นางทิพวรรณ (สงวนนามสกุล) อายุ 58 ปี แม่ของนักกีฬายิงปืนบุคคลหนึ่ง เดินทางเข้าแจ้งความกับ พ.ต.ท.นพดล โพธิ์ศรี รอง ผกก.(สอบสวน) สน.หัวหมาก ให้ดำเนินคดีกับอัส-นภิศ ต่อตั้งพานิช นักกีฬายิงปืนทีมชาติไทย ข้อหาดูหมิ่น หลังใช้คำหยาบคายด่าทอ ขณะนางทิพวรรณเดินอยู่ภายในสนามกีฬายิงปืน การกีฬาแห่งประเทศไทย หัวหมาก ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กทม. ทำให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหาย อับอาย เสื่อมเสียชื่อเสียง เหตุเกิดเมื่อช่วงสายวันที่ 30 พ.ย.68 ระหว่างนั้นมีการแข่งขันและคัดเลือกนักกีฬายิงปืนทีมชาติไทย พ.ต.ท.นพดลรับคำร้องตามเลขคำแจ้งความที่ 2797/2568 ก่อนสอบสวนผู้เสียหายและนำสำนวนส่งให้อัยการฟ้อง นายอัส-นภิศ ต่อตั้งพานิช นักกีฬายิงปืนทีมชาติไทย ข้อหา หมิ่นประมาทฯ
ด้าน ทนายของนางทิพวรรณ กล่าวว่า คดีนี้มีที่มาจากเหตุการณ์ที่ฝ่ายผู้เสียหายถูกกล่าวถ้อยคําในลักษณะดูหมิ่นต่อหน้าบุคคลอื่น ฝ่ายผู้เสียหายเห็นว่าได้รับผลกระทบต่อชื่อเสียง เกียรติคุณ และสภาพจิตใจ จึงได้ใช้สิทธิเข้าร่วมดำเนินคดีและยื่นคําร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมาย วันนี้ศาลแขวงพระนครเหนือได้มีคําพิพากษาในคดีนี้แล้ว โดยศาลพิพากษาว่าจําเลยมีความผิดฐานดูหมิ่นผูู้อื่นซึ่งหน้า กําหนดโทษปรับเป็นเงินจํานวน 5,000 บาท ส่วนค่าสินไหมทดแทน ได้มีคําพิพากษาให้จำเลยชดใช้ให้แก่โจทก์ 5,000 บาท
ฝ่ายผู้เสียหายเคารพดุลพินิจของศาล สิ่งที่เราให้ความสําคัญคือการรักษาสิทธิและศักดิ์ศรีของผู้เสียหาย แม้ความผิดฐานนี้จะมีอัตราโทษไม่สูง แต่ไม่ได้หมายความว่าการใช้ถ้อยคำดูหมิ่นผู้อื่นเป็นเรื่องที่กฎหมายยอมรับได้ ส่วนผลในทางปฏิบัติและขั้นตอนภายหลังคําพิพากษาจะต้องตรวจสอบคําสั่งศาลและหารือกันอีกครั้ง
ทนายความของผู้เสียหาย กล่าวอีกว่า ท้ายที่สุด คดีนี้สะท้อนให้เห็นความสําคัญของการเคารพสิทธิและศักดิ์ศรีของผู้อื่น ทุกคนมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นหรือแสดงความไม่พอใจ แต่การใช้สิทธิก็ควรอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย โดยไม่ไปละเมิดสิทธิของผู้อื่น สําหรับฝ่ายผู้เสียหาย เราไม่ได้ต้องการให้เรื่องนี้กลายเป็นความขัดแย้งที่ขยายวงออกไป แต่ต้องการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นช่องทางในการรักษาสิทธิและหวังว่าเหตุการณ์ในลักษณะนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก

