ได้เวลาที่โรนัลโด้ต้องลงจากบัลลังก์หรือยัง? การตัดสินใจที่สร้างความแตกแยกของโปรตุเกส
คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เป็นข่าวใหญ่อีกครั้งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ไม่ได้เป็นเรื่องของผลงานการยิงประตู หรือการคว้ารางวัลอะไร เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอนาคตของเขากับทีมชาติโปรตุเกส
โรนัลโด้ในวัย 41 ปี รับใช้ทีมชาติโปรตุเกสมาแล้ว 234 เกม ยิงไป 146 ประตู เป็นนักเตะที่รับใช้ชาติมากที่สุดในโลก และไม่มีใครเถียงในความสุดยอดของเขาไม่ว่าจะลงสนามให้สโมสรไหนหรือทีมชาติ
อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาทำให้ร่างกายร่วงโรย แม้ว่าเขาจะรักษาสภาพร่างกายดีขนาดไหน แต่ก็ไม่สามารถเอาชนะกฎของกาลเวลาได้ แม้ว่าเจ้าตัวจะรู้ดีว่า วันหนึ่งก็คงต้องโบกมือลาการเป็นนักฟุตบอลไป แต่เหมือนกับว่าอีโก้ จะทำให้เขาปิดฉากการเล่นให้โปรตุเกสไม่ดีนัก

ซีอาร์เซเว่นลงสนามให้โปรตุเกสมาตลอด 18 ปีหลังสุด ไม่ว่าจะเป็นตัวจริงหรือสำรอง ก็จะมีได้สัมผัสทุกเกมในนามทีมชาติ แต่ในเกมยูฟ่า เนชั่นส์ลีก 2026 ที่โปรตุเกส ชนะ นอร์เวย์ 2-1 เมื่อวันที่ 27 กันยายนที่ผ่านมา โรนัลโด้ไม่ได้ลงเล่นแม้แต่นาทีเดียว หลังจากนั้นเขาได้ออกจากทีมแคมป์ทีมชาติไป จนเป็นข่าวใหญ่ออกมา
ชอร์เก้ เชซุส กุนซือของทีมชาติโปรตุเกส เพิ่งเข้ามาคุมทีมต่อจาก โรเบร์โต้ มาร์ติเนซ หลังจบฟุตบอลโลก 2026 ซึ่งเชซุสและโรนัลโด้เคยร่วมงานกันที่อัล นาสเซอร์ สโมสรปัจจุบันของเจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ 5 สมัย และทุกอย่างเหมือนจะเดินหน้าไปได้ด้วยดี
หลังจากเสียงนกหวีดในเกมกับนอร์เวย์ดังขึ้น โรนัลโด้เดินเข้าห้องแต่งตัวทันที เพราะไม่พอใจที่ตัวเองไม่ได้ลงสนาม และไม่ได้เดินไปขอบคุณแฟนบอลร่วมกับนักเตะคนอื่นๆ เหมือนที่เคยทำมา
เชซุสยอมรับว่าเขาได้บอกกับยอดนักเตะของชาวโปรตุกีสไปว่า จะให้เป็นตัวสำรองในเกมกับนอร์เวย์ และเกมถัดมากับเดนมาร์ก ก็จะเป็นแบบนั้นอยู่ นอกจากนั้นยังมีแนวทางที่จะให้อดีตลูกทีมที่อัล นาสเซอร์ ลงเล่นในช่วง 30 นาทีสุดท้าย ถ้าสถานการณ์ของเกมเหมาะสม

คำพูดเหล่านี้ทำให้โรนัลโด้ไม่พอใจอยู่แล้ว ยิ่งการไม่ส่งเขาลงสนามอีก เหมือนเป็นการหักหน้าคนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโปรตุเกส
แม้ว่า เปโดร โปรเอ็นก้า ประธานสหพันธ์ฟุตบอลโปรตุเกสจะบินด่วนมาเคลียร์ใจกับเขาแล้ว แต่ก็ไม่เป็นผล
“หลังจากที่มีการหารือกับประธานสหพันธ์ฟุตบอลโปรตุเกสแล้ว ผมขอออกจากแคมป์ทีมชาติ และจะเปิดเผยความจริงว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เทำแบบนั้น ทั้งๆ ที่ทุ่มเทกับทีมชาติมาตลอด” โรนัลโด้โพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียหลังจากนั้นไม่นาน
เชซุสยืนยันอีกครั้งว่า ถ้าโรนัลโด้อยากจะกลับมาติดทีมชาติ ก็พร้อมเปิดโอกาสให้ในการเรียกตัวครั้งต่อไป แต่ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของตัวนักเตะด้วย
เมื่อเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับนักเตะที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคนหนึ่งของโลก ยิ่งที่โปรตุเกสเองแล้ว เรื่องนี้สร้างความแตกแยกให้กับคนในชาติได้เลยทีเดียว
กระแสต่อต้านเชซุสยังคงร้อนแรงในโปรตุเกส หลังมีการติดโปสเตอร์ตามป้ายบิลบอร์ดหลายแห่งในกรุงลิสบอน เพื่อยกย่องโรนัลโด้ พร้อมโจมตีการทำงานของเชซุส
ข้อความบนโปสเตอร์ระบุว่า “ขอบคุณโรนัลโด้ สำหรับทุกสิ่งที่คุณทำให้กับโปรตุเกส คุณจะเป็นกัปตันของเราเสมอ”
ขณะที่อีกข้อความวิจารณ์เชซุสอย่างรุนแรงว่า “เชซุส ไม่เหมาะกับงานนี้ ขาดความละเอียดอ่อน ปฏิบัติต่อกัปตันทีมอย่างไม่เหมาะสม และมีอีโก้สูงเกินไป”

หนึ่งในโปสเตอร์ที่ว่านี้ถูกนำไปติดตั้งบริเวณใกล้กับ เอสตาดิโอ ดา ลุซ สนามเหย้าของเบนฟิก้า ซึ่งเชซุสเคยทำหน้าที่กุนซือและพาทีมคว้าแชมป์ลีกได้ถึง 3 สมัย
ในเกมที่โปรตุเกสพบกับเดนมาร์ก แฟนบอลบางส่วนสวมเสื้อที่มีข้อความว่า “Love you Jesus” ขณะที่อีกกลุ่มเลือกแต่งกายด้วยเสื้อผ้าและสินค้าที่เกี่ยวข้องกับโรนัลโด้แบบเต็มตัว
แสดงให้เห็นว่า ยังมีคนที่เห็นด้วยกับเชซุส ถึงแม้ว่าส่วนใหญ่จะเข้าข้างโรนัลโด้
ขณะที่สื่อโปรตุเกสต่างนำเสนอเหตุการณ์ดังกล่าวในมุมมองที่แตกต่างกัน
Record ซึ่งโรนัลโด้ถือหุ้นอยู่ พาดหัวว่า “โรนัลโด้อำลาทีม หลังปะทะกับเชซุส” ส่วน Jornal de Noticias ระบุว่าเป็น “จุดจบของยุคประวัติศาสตร์” ด้าน Bola ใช้พาดหัวว่า “การอำลาที่น่าเศร้า” ขณะที่ Jogo พาดหัวว่า “ซีอาร์เวเว่น หันหลังให้ทีมชาติ”
นอกจากนี้ ยังมีการเผยแพร่คลิปบนโลกออนไลน์ที่แสดงให้เห็นแฟนบอลบางส่วนระบายความไม่พอใจด้วยการฉีกเสื้อทีมชาติโปรตุเกสทิ้ง
มาเรีย ริเบโร่ แฟนบอลชาวโปรตุเกส กล่าวว่า มันเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับแฟนบอลอย่างพวกเรา เราทุกคนรักเขา แต่ตอนนี้มันเริ่มมากเกินไปแล้ว เป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการถึงทีมชาติโปรตุเกสที่ไม่มีโรนัลโด้ แต่บางทีนี่อาจเป็นเวลาที่เหมาะสมแล้ว เพราะตอนนี้พวกเราทะเลาะและมีความเห็นขัดแย้งกันมากเกินไป
โรนัลโด้มีเป้าหมายสำคัญ คือ การยิงให้ครบ 1,000 ประตู ก่อนที่จะเลิกเล่น และเหลืออีกเพียง 21 ประตูเท่านั้น ก็จะทำได้สำเร็จ

การไม่ได้ลงสนามให้ทีมชาติ เป็นการลดโอกาสที่เขาจะทำเป้าหมายที่ว่านี้ให้สำเร็จ แต่หลักใหญ่ใจความ น่าจะเป็นเรื่องการถูกลดความสำคัญจากตัวหลักที่ขาดไม่ได้ เป็นเพียงนักเตะที่ถูกเรียกตัวมาติดทีม เพื่อไม่ให้เกิดกระแสต่อต้านเท่านั้น
อย่างไรก็ตามถ้าพิจารณาจากผลงานของโปรตุเกสในช่วง 9 ปีหลังสุด เมื่อไม่มีโรนัลโด้อยู่ในสนาม ผลงานจะดูดีกว่าเล็กน้อย โดยมีอัตราชนะอยู่ที่ 66 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับ 63 เปอร์เซ็นต์ เมื่อมีโรนัลโด้อยู่ในทีม นอกจากนี้ โปรตุเกสยังทำประตูได้เฉลี่ย 2.7 ประตูต่อเกม ในเกมที่ไม่มีโรนัลโด้ เทียบกับ 2.1 ประตูต่อเกม ในเกมที่เขาลงสนาม
ยิ่งเกมที่ยิงประตูชนะคู่แข่งแบบท่วมท้น ชนะลักเซมเบิร์ก 9-0 และชนะอารืเมเนีย 9-1 ในข่วงไม่นานมานี้ ก็ไม่มีโรนัลโด้อยู่ในสนาม เพราะเขาติดโทษแบน
ถ้ามองจากขุมกำลังนักเตะในทีมโปรตุเกสยุคนี้แล้ว การไม่มีโรนัลโด้ ก็ยังถือว่าเป็นยุคที่ทีมมีนักเตะที่ดีที่สุดตลอดกาลเท่าที่เคยมีมา
ถ้าหมดยุคของโรนัลโด้ไปแล้วจริงๆ โปรตุเกสจะเดินต่อไปได้แน่นอน อาจจะดีขึ้นหรือแย่ลง
แต่การที่โรนัลโด้ไม่มีโปรตุเกส เขาจะเจ็บปวดขนาดไหน เพราะที่ผ่านมา เขาคือเบอร์หนึ่งของทีมชาติ และทุ่มเทเพื่อชาติมาตลอด
สิ่งที่เกิดขึ้นกับซีอาร์เซเว่น แสดงให้เห็นแล้วว่า ไม่มีใครหลีกหนีวัฏจักรของฟุตบอลไปได้ อยู่ที่ว่าจะยอมรับมันได้หรือไม่
ซึ่งลิโอเนล เมสซี่ ยอมรับแล้ว และโบกมือลาอาร์เจนตินาไปอย่างยิ่งใหญ่

