หน้าแรก กีฬา Sport Scoops 4 ปี กับลิฟกอ...

4 ปี กับลิฟกอล์ฟ ปรากฏการณ์เขย่าวงการที่จ่อสิ้นอายุขัย

19.10.26 | 06:32 น.
Reuters

4 ปี กับลิฟกอล์ฟ ปรากฏการณ์เขย่าวงการที่จ่อสิ้นอายุขัย

ย้อนไปเมื่อปี 2022 วงการกอล์ฟโลกต้องสั่นสะเทือนกับการมาของ ลิฟกอล์ฟ (LIV Golf) ซึ่งประกาศตัวเป็นทัวร์กอล์ฟทางเลือกสำหรับบรรดาโปร นอกเหนือจากทัวร์ใหญ่ๆ ที่แฟนๆ คุ้นเคยอย่าง พีจีเอทัวร์ และ ยูโรเปี้ยนทัวร์

จุดแข็งของลิฟกอล์ฟคือการมี พับลิก อินเวสต์เมนต์ ฟันด์ (พีไอเอฟ) กองทุนที่รัฐบาลซาอุดีอาระเบียหนุนหลัง คอยป้อนงบประมาณสนับสนุนไม่อั้น และยังแต่งตั้งตำนานสะวิงชาวออสซี่อย่าง “เจ้าฉลามขาว” เกร็ก นอร์แมน เป็นซีอีโอ


นอร์แมนบอกว่า ก่อนหน้าลิฟกอล์ฟจะเดินหน้า เคยพยายามติดต่อเข้าไปหารือเรื่องการทำงานร่วมกับพีจีเอทัวร์แล้ว แต่ได้รับการปฏิเสธ จึงไปต่อด้วยตัวเอง

ลิฟกอล์ฟพยายามชูจุดเด่นเรื่องค่าตอบแทนมหาศาลจากงบอุดหนุนของพีไอเอฟ ไม่ใช่แค่ค่าตอบแทนในรูปเงินรางวัล แต่ยังรวมถึงสัญญาการเข้าร่วมแบบรายบุคคลที่จ่าย “ค่าตัว” ให้ตามระดับความดังและผลงาน

ฟิล มิคเคลสัน (Reuters)

ช่วงแรกนักกอล์ฟดังหลายคนประกาศตัวเข้าร่วมลิฟกอล์ฟ อาทิ ฟิล มิคเคลสัน, เซร์คิโอ การ์เซีย, ไบรสัน เดอแชมโบ, ดัสติน จอห์นสัน, บรู๊กส์ เค็ปก้า ขณะที่พีจีเอทัวร์และยูโรเปี้ยนทัวร์ (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น ดีพี เวิลด์ ทัวร์ ตามสปอนเซอร์หลัก) มีปฏิกิริยาต่อต้านอย่างรุนแรง ประกาศไม้แข็งอย่างการลงโทษปรับและแบนนักกอล์ฟที่ไปร่วมลิฟกอล์ฟไม่ให้ลงแข่งขันรายการของทัวร์

Advertisement

หนักที่สุดคือกรณีที่ เฮนริก สเตนสัน โปรชาวสวีดิชโดยปลดจากตำแหน่งกัปตันทีมไรเดอร์คัพของยุโรปชุดเตรียมทำศึกปี 2023 ที่อิตาลี

โปรดังหลายคนประกาศต่อสู้กับพีจีเอทัวร์และยูโรเปี้ยนทัวร์ทางกฎหมายเพื่อรักษาสิทธิในการเลือกเล่นของตัวเอง ขณะที่บางคน อาทิ มิคเคลสัน แสดงจุดยืนชัดเจนถึงเหตุผลของการตัดสินใจย้ายไปลิฟกอล์ฟว่า เป็นเพราะผู้บริหารพีจีเอทัวร์ยุคนี้คำนึงถึงผลประโยชน์ทางธุรกิจเป็นหลัก ผุดโปรแกรมแข่งขันถี่ๆ และปรับเปลี่ยนเวลาการเริ่มต้นและสิ้นสุดฤดูกาล จนนักกอล์ฟต้องกรำศึกหนักจนเวลาพักน้อยลง และที่สำคัญคือการที่ผู้บริหารทัวร์ใช้อำนาจในมือโดยไม่ได้ฟังเสียงจากนักกอล์ฟเท่าที่ควร

นักกอล์ฟฝั่งหนุนพีจีเอทัวร์และยูโรเปี้ยนทัวร์ออกมาแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ลิฟกอล์ฟ (และวิจารณ์อ้อมๆ ถึงนักกอล์ฟที่เข้าร่วมด้วย “เงิน”) เกิดรอยร้าวในความสัมพันธ์ โดยเฉพาะ รอรี่ แม็คอิลรอย โปรมือ 2 ของโลกชาวไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งเป็น 1 ใน 2 โปรดังแห่งยุคร่วมกับ ไทเกอร์ วู้ดส์ อดีตโปรมือ 1 โลกชาวอเมริกัน ที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านชัดเจน

รอรี่ แม็คอิลรอย (Reuters)

ฝั่งรอรี่เน้นการเป็นกระบอกเสียงวิจารณ์ลิฟกอล์ฟและนักกอล์ฟที่เข้าร่วม ขณะที่ไทเกอร์นั้น มีข่าวว่าเขาปฏิเสธข้อเสนอสัญญาตอบแทนมูลค่ามหาศาลจากลิฟกอล์ฟ เพื่อยืนหยัดอยู่ข้างพีจีเอทัวร์ และมีบทบาทในการเข้าไปเป็นคณะกรรมการของทัวร์ในส่วนตัวแทนนักกอล์ฟ เพื่อร่วมแสดงความคิดเห็นปรับปรุง แก้ไข และยกระดับการแข่งขันให้เป็นที่พึงพอใจของทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายผู้เล่นมากขึ้น

ข้างฝั่งลิฟกอล์ฟก็พยายามสร้างจุดเด่นในแบบของตัวเองเพื่อดึงดูดแฟนๆ และนักกอล์ฟที่เข้าร่วม ทั้งการแบ่งการแข่งขันออกเป็นรูปแบบบุคคลและทีม การเก็บคะแนนสะสมเพื่อเงินรางวัลก้อนโต และการแข่งขันแบบ 54 หลุม (จากปกติ 72 หลุม) ที่นักกอล์ฟหลายคนถูกใจเพราะมีเวลาพักมากขึ้น

ปี 2022 ซึ่งเป็นปีแรก ลิฟกอล์ฟบรรจุโปรแกรมแข่งขัน 8 รายการ มีเงินรางวัลรวม 255 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (8,415 ล้านบาท) ส่วนปี 2023-2025 เพิ่มโปรแกรมแข่งเป็น 14 รายการ

ระหว่างนั้นการต่อสู้ทางกฎหมายนอกสนามก็ยังดำเนินต่อไป โดยนักกอล์ฟที่ไปเล่นลิฟกอล์ฟบางส่วนอาศัยสิทธิในฐานะอดีตแชมป์เมเจอร์เพื่อเข้าร่วมแข่งขันรายการระดับเมเจอร์ตามปกติ และในเดือนพฤษภาคมปี 2023 บรู๊กส์ เค็ปก้า ก็เป็นโปรจากลิฟกอล์ฟคนแรกที่คว้าแชมป์ระดับเมเจอร์จากศึก พีจีเอ แชมเปี้ยนชิพ

เดือนถัดมา จู่ๆ ก็มีประเด็นช็อก เมื่อดีพี เวิลด์ ทัวร์ ประกาศว่าจะหารือกับพีไอเอฟเกี่ยวกับแนวทางความร่วมมือเพื่อประโยชน์สูงสุดของกีฬากอล์ฟ ก่อนที่พีจีเอทัวร์จะเข้าร่วมด้วยในเวลาต่อมา

ต้นปี 2025 (หลัง สก็อตต์ โอนีล นั่งเก้าอี้ซีอีโอลิฟกอล์ฟแทนนอร์แมน) ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ได้เข้าไปมีบทบาทร่วมหารือด้วย อย่างไรก็ตาม การเจรจาระหว่างสองฝ่ายยังคงไม่มีความคืบหน้าชัดเจน

ระหว่างนั้น พีจีเอทัวร์และดีพี เวิลด์ ทัวร์ เริ่มโปรแกรมอ้าแขนรับนักกอล์ฟที่เคยย้ายไปลิฟกอล์ฟกลับเข้าทัวร์ภายใต้เงื่อนไขพิเศษ เช่น การงดรับเงินรางวัลบางส่วน การจ่ายค่าปรับ ฯลฯ ซึ่งนักกอล์ฟหลายคนเริ่มทยอยตีจากลิฟกอล์ฟตั้งแต่ปลายปี 2025 นำโดยเค็ปก้า

ปี 2026 ลิฟกอล์ฟเกิดการระส่ำระสายครั้งใหญ่ จากที่ตอนแรกแจ้งแผนปรับรูปแบบการแข่งขันกลับมาเป็น 72 หลุมตามวิถีกอล์ฟปกติ ต่อมาในเดือนเมษายน ก็เกิดฟ้าผ่าเมื่อพีเอฟไอประกาศว่าจะยุติการสนับสนุนงบประมาณให้กับลิฟกอล์ฟหลังสิ้นสุดฤดูกาลนี้ สืบเนื่องจากเหตุการณ์การสู้รบในพื้นที่ตะวันออกกลางตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์

ต่อมาในเดือนสิงหาคม ลิฟกอล์ฟต้องยกเลิกการแข่งขันรายการประเภททีมส่งท้ายปีที่รัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา และในเดือนถัดมาก็ยื่นขอการคุ้มครองการล้มละลายตามกระบวนการกฎหมายของสหรัฐ โดยยืนยันว่ามีผู้ร่วมทุนรายใหม่เข้ามา และมีเงินการันตีแล้ว 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (990 ล้านบาท) จากการจับมือกับ บีซี พาร์ตเนอร์ส โดยจะปรับโครงสร้างการบริหารงานและการแข่งขัน เป็น ลิฟ 2.0 เพื่อไปต่อในปี 2027

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าแผนลิฟ 2.0 จะไม่เป็นที่ถูกใจของนักกอล์ฟสักเท่าไร ประกอบกับอนาคตที่ดูจะไม่แน่นอนมากขึ้นทุกขณะ แถมดีพี เวิลด์ ทัวร์ หันมาใช้ไม้แข็ง ประกาศไม่รับนักกอล์ฟที่ยังสังกัดลิฟกอล์ฟกลับเข้าร่วมทัวร์ในปีหน้า ซึ่งจะมีผลต่อการติดทีมไรเดอร์คัพโดยตรง ล่าสุด จอน ราห์ม อดีตโปรมือ 1 โลกชาวสเปน ก็ประกาศจะไม่ไปต่อกับลิฟ 2.0 แล้ว

จอน ราห์ม (Reuters)

กระแสข่าวจากฝั่งอเมริการะบุด้วยว่า ลิฟ 2.0 อาจจะเป็นหมันตั้งแต่ก่อนตั้งไข่เสียก็ได้ เพราะในกระบวนการพิจารณาคดีหลังลิฟกอล์ฟยื่นขอคุ้มครองการล้มละลายซึ่งกำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ ผู้พิพากษาศาลล้มละลายประจำรัฐนิวเจอร์ซีย์ ถามทนายความของลิฟว่า ลิฟกอล์ฟกำลังจะปิดตัวลงหรือโมเดล 2.0 จะดำเนินต่อไป ซึ่งทนายความของลิฟเผยว่า องค์กรจะตัดสินใจภายในสิ้นเดือนนี้

การประกาศเตรียมลาลิฟกอล์ฟของราห์มทำให้พวกเขาแทบไม่เหลือดาราระดับแม่เหล็กมาดึงดูดแฟนๆ เพราะคนอื่นๆ ก็ทยอยถอนตัวไปก่อนหน้านี้ อาทิ ไบรสัน เดอแชมโบ, ดัสติน จอห์นสัน, แพทริก รีด ส่วนเซร์คิโอ การ์เซีย ก็มีข่าวว่ากำลังจะตามไป ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะเมื่อขาดท่อน้ำเลี้ยงหลักอย่างพีเอฟไอ ก็ไม่มีเหตุผลที่จะรั้งตัวนักกอล์ฟดังเหล่านี้เอาไว้ได้

รอรี่ แม็คอิลรอย แสดงความเห็นเกี่ยวกับลิฟกอล์ฟที่เกิดขึ้นและทำท่าจะดับลงในระยะเวลาเพียง 4 ปี ว่า เป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะเป็นองค์กรกอล์ฟที่มีเม็ดเงินลงทุนมหาศาล ถ้ามีแผนการบริหารการจัดการที่ดี ก็คงไม่ “เสียของ” ขนาดนี้

อย่างไรก็ตาม ในแง่หนึ่ง การถือกำเนิดของลิฟกอล์ฟก็ใช่ว่าจะสูญเปล่าเสียทีเดียว เพราะถือเป็นแรงกระตุ้นทางอ้อมที่กระทุ้งให้ผู้บริหารพีจีเอทัวร์และดีพี เวิลด์ ทัวร์ ต้องปรับตัว หันมารับฟังนักกอล์ฟมากขึ้น

เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกกับทั้ง 2 ทัวร์ โดยเฉพาะฝั่งพีจีเอที่ผุดโครงการใหม่ๆ มากมาย อาทิ อีเวนต์กอล์ฟเวอร์ชวล “ทีจีแอล”, ระบบการจ่ายเงินโบนัสให้กับนักกอล์ฟตามมูลค่าการตลาดและการปรากฏชื่อผ่านสื่อในแต่ละปี รวมถึงแผนการเตรียมสร้าง “ดิวิชั่น” ของการแข่งขันเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาฝีมือของนักกอล์ฟหน้าใหม่ๆ ในทัวร์มากขึ้น

เรียกได้ว่าที่โปรขบถบางคนเคยประกาศไว้เมื่อหลายปีก่อนว่าอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นจริง แม้ว่า “ตัวกระตุ้น” อย่างลิฟกอล์ฟทำท่าจะแพ้ภัยตัวเอง และไม่ได้ไปต่อก็ตาม!