สมาพันธ์ชมรมเดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพไทย ทั่วประเทศ ดีเดย์ 8 พ.ย. จัดกิจกรรม #Save สสส. ค้านแก้ไข 4 กฎหมายกองทุน
ดร.ณรงค์ เทียมเมฆ ที่ปรึกษาสมาพันธ์ชมรมเดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพไทย เปิดเผยว่า ในวันที่ 8 พฤศจิกายนนี้ สมาพันธ์ฯ จะจัดงาน “เดิน วิ่ง City run #Save สสส. “ เพื่อแสดงจุดยืนว่าสมาพันธ์ฯ ไม่เห็นด้วยต่อกรณีที่รัฐบาลโดยพรรคภูมิใจไทยอยู่ระหว่างการเสนอร่างพระราชบัญญัติ ( พ.ร.บ.) 4 ฉบับ โดย 1 ในนั้น คือ พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพราะ เรื่องดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อภาคประชาชนในหลายมิติ
สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว คือการยกเลิกระบบภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ (Earmarked Tax) จากภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบ ซึ่งปัจจุบันจัดเก็บจากผู้ผลิตในอัตรา 2% และนำเงินส่วนนี้มาใช้ในการสร้างเสริมสุขภาพผ่านภาคีและชุมชนต่างๆผ่าน 4 องค์กร โดยรัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีมาทดแทน

การที่รัฐบาลจะยกเลิก Earmarked Tax และใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีมาดูแลและสนับสนุนงานด้านการเสริมสร้างสุขภาพเป็นสิ่งที่ขัดต่อหลักการสากลของนาๆประเทศ เพราะผลกระทบและความเสียหายจากการเสพแอลกอฮอล์และยาสูบในแต่ละปีคิดเป็นเงินจำนวนมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบทางตรงหรือทางอ้อม จึงควรใช้เงินที่จัดเก็บจากผู้ผลิตสินค้าเหล่านี้เป็นหลักในการเยียวยาลดผลกระทบ
”หลักการของ Earmarked Tax ซึ่งเป็นหลักการสากล คือสินค้าที่ทำร้ายสุขภาพจะต้องจ่ายเงินให้รัฐบาล เพื่อนำไปจัดกิจกรรมรณรงค์ต่างๆ เพื่อลดผลกระทบจากการบริโภคสินค้าเหล่านี้“
ทั้งนี้ สิ่งที่ภาคีเครือข่ายและชุมชนต่างๆดำเนินการในปัจจุบันเพื่อลดผลกระทบจากการบริโภคแอลกอฮอล์และยาสูบ คือการจัดกิจกรรมรณรงค์ต่างๆ รวมทั้งการเดินหน้าให้ความรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของประชาชน ให้เห็นถึงความสำคัญในการเสริมสร้างสุขภาพผ่านการออกกำลังกาย และหลีกเลี่ยงการทำในสิ่งที่ทำลายสุขภาพ ซึ่งปัจจุบันแต่ละภาคีหรือชุมชนท้องถิ่นจะได้รับการสนับสนุนจากเงิน Earmarked Tax ในการจัดกิจกรรมรณรงค์และการดำเนินการงานต่างๆ
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนวิธีการสนับสนุนโดยใช้เงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีมาดูแลในส่วนนี้จะเกิดปัญหาอย่างมาก ซึ่งสุดท้ายแล้วจะส่งผลกระทบต่อการเสริมสร้างสุขภาพของประชาชนอย่างแน่นอน เพราะเงินงบประมาณมีจำกัด แต่งานเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องจึงจะเห็นผล รวมทั้งจะทำให้องค์กร สสส. ขาดความคล่องตัว ไม่สามารถดำเนินงานด้านต่างๆได้อย่างต่อเนื่อง เพราะทุกอย่างต้องเป็นไปตามวงรอบของงบประมาณ
ดร.ณรงค์ ยังระบุว่า งาน “เดิน วิ่ง City run #Save สสส. ในวันที่ 8 พฤศจิกายนนี้ แนวเส้นทางและจุดแวะพักต่างๆ ล้วนมีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ เพื่อสะท้อนไปยังรัฐบาลให้รับฟังเสียงของประชาชนส่วนใหญ่ ซึ่งไม่เห็นด้วยกับร่างพ.ร.บ. ทั้ง 4 ฉบับ
สำหรับแนวเส้นทางการเดิน-วิ่ง จะเริ่มต้นจากสวนลุมพินี บริเวณหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 มุ่งหน้าไปยังทำเนียบรัฐบาล อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย พระบรมมหาราชวัง โดยมีจุดปลายทางที่ถนนสนามไชย บริเวณหน้าพระราชวังสราญรมย์
สาเหตุที่เริ่มต้นแนวเส้นทางจากสวนลุมพินี เพราะรัชกาลที่ 6 ได้พระราชทานพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นสวนสุขภาพของประชาชน ถือเป็นต้นแบบของการออกกำลังกายในสวนสาธารณะ ส่วนการแวะทำเนียบรัฐบาลเป็นการแสดงออกให้เห็นว่าประชาชนเป็นผู้เลือกรัฐบาล ดังนั้นรัฐบาลจึงควรบริหารประเทศเพื่อความผาสุกของประชาชน
ในขณะที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดแวะพัก จะเป็นการสื่อความหมายว่า ที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยมีกฎหมายรัฐธรรมนูญเกิดขึ้น มีอำนาจนิติบัญญัติ ซึ่งเป็นอำนาจของปวงชนชาวไทย รัฐบาลจึงต้องฟังเสียงประชามติ ซึ่งประชาชนกว่า 90% ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขร่าง พ.ร.บ. ทั้ง 4 ฉบับดังกล่าว

สำหรับการแวะที่พระบรมมหาราชวัง บริเณวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว มีจุดประสงค์เพื่อ ขอพรจากพระสยามเทวาธิราช ให้ปกป้องกฎหมายที่ดี ส่วนจุดปลายทางบริเวณสนามไชยถือเป็นการเอาฤกษ์เอาชัย และจะมีการจัดกิจกรรมเสวนาบริเวณวังสราญรมย์ เพื่อเป็นการบอกถึงที่มาที่ไปและสาระสำคัญของกฎหมาย Earmarked Tax ว่ามีผลดีต่อประชาชนอย่างไร
อย่างไรก็ตามในวันเดียวกันนี้ สมาพันธ์ฯที่อยู่ใน 9 ภูมิภาค ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ได้จัดกิจกรรม “เดิน วิ่ง City run #Save สสส. “ ด้วยเช่นกัน ประกอบด้วย 1. ภาคเหนือตอนบน มีศูนย์กลางที่จังหวัดลำพูน 2. ภาคเหนือตอนล่าง มีศูนย์กลางที่จังหวัดเพชรบุรี 3.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน มีศูนย์กลางที่จังหวัดหนองคาย 4.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง มีศูนย์กลางที่จังหวัดนครราชสีมา 5.ภาคกลาง มีศูนย์กลางที่จังหวัดสระบุรี 6.ภาคตะวันออก มีศูนย์กลางที่จังหวัดชลบุรี 7.ภาคตะวันตก มีศูนย์กลางที่จังหวัดสมุทรสงคราม 8.ภาคใต้ตอนบน มีศูนย์กลางที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และ 9.ภาคใต้ตอนล่าง มีศูนย์กลางที่จังหวัดสงขลา
ขณะเดียวกัน ในวันนี้ (7 พฤศจิกายน) We Run THAILAND ซึ่งจัดงานวิ่งระยะทางไม่เกิน 5 กิโลเมตรทุกวันเสาร์มาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลากว่า 4 ปี ได้จัดกิจกรรมภายใต้ธีม #Save สสส. ด้วยเช่นกัน ซึ่งในแต่ละสัปดาห์จะมีนักวิ่งกว่า 5 พันคน จากพื้นที่ 40 จังหวัด

